ปี 2566 ต้องลุ้นกันตัวโก่งว่าเศรษฐกิจไทยจะไปต่อได้แค่ไหน เพราะหน่วยงานภาครัฐและเอกชนหลายๆ แห่งออกมาฟันธงตรงกันว่า ปีนี้ภาคการส่งออกแหล่งรายได้หลักของไทย ไม่ใช่พระเอกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีกต่อไป
เนื่องจากเศรษฐกิจโลกและคู่ค้าหลักถดถอย โดยองค์การ การค้าโลก (WTO) คาดการณ์ว่า การค้าโลกปีนี้จะเติบโตต่ำเพียง 1% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ ถอดใจปรับลดคาดการณ์จีดีพีโลกปีนี้จาก 2.9% เหลือ 2.7%
สอดคล้องกับหน่วยงานเศรษฐกิจในประเทศ โดย นาย พรชัย ฐีระเวช ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังออกมายอมรับว่าการส่งออกสินค้าไทย ในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐปีนี้มีความเสี่ยงขยายตัวติดลบในช่วง -0.1 -0.9% พร้อมกับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตได้ 3.3-4.3% จากแรงหนุนของการท่องเที่ยวที่ฟื้นกลับขึ้นมาเป็นพระเอกแทน
หน่วยงานเอกชนอย่าง ศูนย์วิจัยกสิกรไทยย้ำว่าการส่งออกไทยเสี่ยงติดลบ 1.5% มีมูลค่าส่งออก 2.82 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกอย่างยุโรป สหรัฐ และจีน ยังต่ำกว่า 50 ต่อเนื่องนับจากช่วงไตรมาส 4/2565
ขณะที่ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดย นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ฯ ประเมินว่าส่งออกปีนี้จะเติบโตในกรอบ -0.5-1.5% มีมูลค่าส่งออกรวม 2.90-2.96 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติต่ำสุดในรอบ 3 ปี
ด้าน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กังวลส่งออกที่เริ่มแผ่วจนต้องเรียกตัวแทนจากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมธนาคารไทย และสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย มาประชุมภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ (กรอ.พาณิชย์) สุดท้ายมีมติตั้งวอร์รูมกรอ.พาณิชย์ ขึ้นมาเกาะติดสถานการณ์ และขับเคลื่อนส่งออกไทยในระยะเร่งด่วนปี 2566
โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจคู่ค้าหลักซบหนัก โดยเฉพาะสหรัฐ เศรษฐกิจจะโตเพียง 0.5-1% ยุโรป 0.0-.0.5% และญี่ปุ่น 1.6% และยังมีปัญหาอื่นที่บั่นทอนส่งออกต่อเนื่อง เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาพลังงานผันผวน เงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบความสามารถในการแข่งขันสินค้าไทย
แม้ว่าหน่วยงานรัฐและเอกชนที่ไม่ได้รับผิดชอบดูแลเรื่องการส่งออกโดยตรง จะออกมาแสดงความเห็นที่ค่อนข้างสอดคล้องกันว่า ตัวเลขการส่งออกปีนี้อาจย่ำแย่ เสี่ยงติดลบ
แต่ผู้เล่นในภาคสนามตัวจริงอย่าง กรอ.พาณิชย์ ยังมีความหวังว่าส่งออกปีนี้จะทรุดตัวไม่มาก ไม่ติดลบ คาดว่าทั้ง ปีนี้จะโตเป็นบวกได้ 1-2% หรือมีมูลค่า 2.89-2.92 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพราะการขนส่งสินค้าเข้าสู่ภาวะปกติ ค่าระวางเรือลดลง ปัญหาขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์คลี่คลาย ความต้องการอาหารของโลกมีต่อเนื่อง เศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นตลาด ส่งออกอันดับ 2 ฟื้นตัวและมีการเปิดเส้นทางรถไฟลาว-จีน
สำหรับแผนผลักดันการส่งออกระยะเร่งด่วนปี 2566 นั้น นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่าเตรียมจัดกิจกรรมรวม 450 กิจกรรม ทั้งจัดงานแสดงสินค้า จัดคณะผู้แทนการค้าไปเยือน ขายออนไลน์ ใน 4 ตลาดเป้าหมาย คือ 1. ตะวันออกกลาง คือ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าส่งออก 20%, 2. CLMV คือ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า 15%,
3. เอเชียใต้ คือ อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา เนปาล มัลดีฟส์ และภูฏาน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า 10% และ 4. จีน ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่า 1% โดยจะปูพรมเพิ่มจำนวนกิจกรรมกระจายในเมืองรอง มากขึ้น หลังจากที่จีนเปิดประเทศเต็มรูปแบบ
วางแผนเจาะตลาด 2 กลุ่ม คือ 1. ประเทศในแถบเอเชียกลาง 5 ประเทศ ได้แก่ คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน เติร์กเมนิสถาน ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถาน
โดยนำร่องจัดกิจกรรมกับคาซัคสถาน ศูนย์กลางกระจายสินค้าในเอเชียกลาง โดยจะจัดการสัมมนาเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทยเพื่อต่อยอดสู่การจัดกิจกรรมเจรจาการค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ต่อไป
และ 2. ประเทศตลาดนอร์ดิก 5 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ และสวีเดน ซึ่งมีกำลังซื้อสูง และเป็นศูนย์กลางการกระจายสินค้าไทยไปสู่สหภาพยุโรป
โดยจัดกิจกรรมเจรจาการค้าออนไลน์ สินค้าศักยภาพ เช่น อาหาร เกษตรอินทรีย์ และสินค้า BCG เป็นต้น และจัดกิจกรรม In-Store Promotion ร่วมกับห้างสรรพสินค้าและซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ
แผนรุกขยายการค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนร้าน TOPTHAI หรือร้านค้าออนไลน์ของกรมบนแพลตฟอร์ม e-Commerce ชั้นนำ ไปยัง Amazon Global Selling Thailand ในสหรัฐ, eBay ในสหรัฐ และออสเตรเลีย, Lazada ในมาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เวียดนาม, AbouThai ในฮ่องกงและจีน, และ Pinkoi ในไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นต้น ปัจจุบันมีแบรนด์สินค้าที่เข้าร่วมในร้านกว่า 200 แบรนด์
นอกจากนี้ จะรักษาตลาดเดิมอย่างสหรัฐ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น โดยเพิ่มมูลค่าสินค้าส่งออกด้วยนวัตกรรม ส่งเสริมธุรกิจบริการ โดยใช้ Soft Power เช่น ดิจิทัลคอนเทนต์ สุขภาพและความงาม โลจิสติกส์ และร้านอาหาร Thai Select สินค้าเป้าหมายคือ เกษตรและอาหาร โดยเฉพาะกลุ่มอาหารแห่งอนาคต ตอบโจทย์กระแสรักสุขภาพ เร่งขับเคลื่อนนโยบายอาหารไทยอาหารโลก เป็นต้น
มาตรการสุดท้ายคือจัดงานแสดงสินค้านานาชาติในไทย 5 งาน คือ STYLE Bangkok วันที่ 22-26 มี.ค. 2566, TAPA 5-8 เม.ย. 2566, THAIFEX-ANUGA ASIA 23-27 พ.ค. 2566, TILOG-LogistiX 17-19 ส.ค. 2566 และ Bangkok Gems & Jewelry Fair 6-10 ก.ย. 2566 โดยตั้งเป้าประมาณการมูลค่าเจรจาการค้ามากกว่า 16,700 ล้านบาท
คงต้องลุ้นกันว่าแผนเร่งรัดการส่งออกฝ่าวิกฤ9เศรษฐกิจโลกปี 2566 จำนวน 450 กิจกรรมของกระทรวงพาณิชย์
จะช่วยประคองเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นโผล่พ้นปากเหว ได้มากน้อยแค่ไหน