รักอย่างไรให้ยั่งยืน!
ฝึกจิต
ผ่านไปกับวันวาเลนไทน์ วันแห่งการแสดงออกซึ่งความรักตามหลักสากลนิยม
ในประเทศอินเดีย คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการมอบดอกไม้ ส่งของขวัญให้กันแทนความรู้สึกในวันนี้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่นับว่าเอิกเกริก เพราะสังคมฮินดูของอินเดีย ยังมีกลุ่มอนุรักษนิยมและผู้เคร่งครัดในศาสนาจำนวนมาก ออกมาต่อต้านวันวาเลนไทน์ เนื่องจากชาวอินเดียกลุ่มนี้มองว่าวันวาเลนไทน์คือค่านิยมจากโลกตะวันตก เป็นการแสดงออกซึ่ง ‘ความใคร่’ มากกว่า ‘ความรัก’ มีการพลอดรักในที่สาธารณะ ถูกเนื้อต้องตัวกันจนเกินเลย และคู่รักมากมายดื่มแอลกอฮอล์อย่างเมามายในค่ำคืนวันนี้ จนนำไปสู่การประพฤติผิดจารีตประเพณีของสังคมอินเดีย
จึงทำให้คนหัวใหม่ผู้ใฝ่ฝันจะมีช่วงเวลาดีๆ ในวันวาเลนไทน์ มีความหวาดกลัวที่จะแสดงออกซึ่งความรักอย่างออกนอกหน้าจนเกินไปในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เพราะนั่นอาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนทั้งกับตนเองและครอบครัวอีกด้วย
เนื่องจากสังคมอินเดีย กว่าร้อยละ 80 นับถือศาสนาฮินดู จึงยังให้ความสำคัญกับความบริสุทธิ์ผุดผ่องก่อนแต่งงานของเจ้าสาว เพราะงานแต่งงานนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ความสุขของคู่รักหรือคนเพียง 2 ตระกูลที่เกี่ยวดองกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการปฏิบัติตามหลักพิธีกรรมสำคัญทางศาสนาฮินดู ซึ่งมองว่าการแต่งงานคือ หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเพื่อเป็นขั้นตอนสำคัญของชีวิตก่อนที่จะบรรลุถึงความหลุดพ้น (โมกษะ) ตามแนวทางในศาสนาอีกด้วย
อีกทั้งการจัดงานแต่งงานของคนอินเดียโดยเฉพาะคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมชั้นสูง ยังถือเป็นเรื่องของการเฉลิมฉลองและการแสดงออกให้คนทั่วไปเห็นถึงความมั่งคั่งร่ำรวยของครอบครัวคู่บ่าวสาวทั้งสองฝ่าย เพราะเจ้าภาพแต่ละงานต้องการให้งานวิวาห์ของตนออกมาโดดเด่นและเป็นที่กล่าวขวัญถึงมากกว่างานวิวาห์อื่น จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าการจัดงานแต่งงานของคนอินเดียแต่ละงานจะยิ่งใหญ่อลังการและมีการแข่งขันประกวดประชันกันมากมายจนโลกต้องตะลึงอยู่เสมอ
เช่น งานของ อิชา แอมบานี่ (Isha Ambani) ลูกสาวคนเดียวของ มูเกช แอมบานี่ (Mukesh Ambani) มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยสุดของอินเดีย ที่เพียงแค่การ์ดเชิญงานแต่งอย่างเดียว ก็เพียงพอจะทุบสถิติการ์ดเชิญใดๆ ในโลกด้วยสนนราคาสูงถึงใบละ 153,000 บาทต่อการ์ด ซึ่งภายในบรรจุไว้ทั้งทองคำและอัญมณีที่เลอค่าควรแก่การจดจำ
และในงานเดียวกันนี้ ได้ใช้งบประมาณไปมหาศาลถึงประมาณ 3.2 พันล้านบาท จึงนับเป็นหนึ่งในการจัดงานแต่งที่มีมูลค่าสูงสุดในโลกเท่าที่เคยปรากฏมา ในขณะที่พิธีเสกสมรสของเจ้าชายแฮร์รี่แห่งอังกฤษและเมแกนที่ว่างานช้างอลังการระดับโลก ยังใช้เงินไปประมาณ 1,400 ล้านบาทเท่านั้น
หรืองานแต่งของ คูเนล ซัมทานิ (Kunal Samtani) ลูกชายของ คิชอร์ ซัมทานิ (Kishore Samtani) มหาเศรษฐีใหญ่อีกคนหนึ่งในอินเดีย ที่ยกครอบครัวและแขกเหรื่อ 1,300 คน เช่าเหมาลำบินข้ามทะเลมาปิดโรงแรมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ 5 วัน 5 คืน ที่ภูเก็ตบ้านเรา จนกลายเป็นงานยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของประเทศไทย
โดยสถิติในปัจจุบันนั้น คนอินเดียมีการจัดงานแต่งงานถึงประมาณ 11 ล้านคู่ต่อปี แม้สภาพเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจอินเดียจะชะลอตัว แต่ก็ไม่อาจทำให้สูญเสียบรรยากาศ ขาดสีสันและความสนุกสนานรื่นเริงลงไปได้ เพราะการแต่งงานเป็นพิธีสำคัญที่สุดของสถาบันครอบครัวของอินเดีย ซึ่งผู้เป็นพ่อแม่จะเก็บหอมรอมริบมานานหลายปี บางครอบครัวแม้ไม่มีก็กู้หนี้ยืมสินจนต้องเป็นหนี้ไปอีกนับสิบปี ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการมอบของขวัญแก่ลูก และแสดงถึงสถานภาพทางสังคม
แล้วพระพุทธศาสนามองอย่างไรกับเรื่องของการแต่งงาน?
ในเรื่องการแต่งงาน การมีคู่ครอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่จะแต่งงานอยู่ร่วมกันได้ มีสาเหตุ 2 ประการ คือ เคยสร้างบุญร่วมกันมาแต่ชาติก่อน หรือมีการเกื้อกูลกันในปัจจุบัน
พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธการมีคู่ครองหรือความรักของปุถุชน ถึงแม้พระองค์ตรัสว่า “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์” หรือ “ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก ภัยย่อมเกิดแต่ความรัก” แต่นั่นก็มิได้หมายความว่า การมีความรักไม่ได้ทำให้มีความสุข เพียงแต่คนทั่วไปมักมองมุมเดียวว่าความรักจะทำให้สุข จนลืมไปว่าความรักมักพ่วงมาด้วยความทุกข์สารพัน ความหึงหวง ความแปรเปลี่ยน ความไม่สมหวัง และความพลัดพราก
ดังนั้น ถ้าพระพุทธเจ้าไม่ตรัสเตือนเพื่อให้เตรียมตัวก่อน เมื่อความทุกข์มาเยือน รักเท่าไหร่ก็ทุกข์เท่านั้น รักร้อยทุกข์รัอย รักพันก็ทุกข์ทั้งพัน!!
เพราะความรักแบบปุถุชน หรือ เสน่หา คือ ความรู้สึกที่เจือด้วยกิเลสตัณหา ต้องการครอบครอง ต้องการเสพสุขจากอีกฝ่าย หวังให้อีกฝ่ายตอบสนองความต้องการของตน ตามใจตน มีการวางตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ แม้ว่าจะประสบความสุขจากการสมอยากอยู่บ้าง แต่บ่อยครั้งความทุกข์จากการไม่ได้ดั่งใจก็เกิดขึ้นเรื่อย ซึ่งถ้าสังเกตให้ดี ความทุกข์อาจจะมีมากกว่าความสุขเสียด้วยซ้ำ!!
ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสบทธรรมนี้ เพื่อให้เตรียมตัวฝึกจิตใจ เปลี่ยนความรักจากเสน่หา ให้กลายเป็นความรักที่ประณีตขึ้น คือ เป็นรักแบบเมตตา เพราะมีแต่รักแบบเมตตา จึงสามารถทำให้ชีวิตคู่มีความเข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมต่างๆ ในสังสารวัฏไปได้
ส่วนใครที่ไม่มีคู่ครอง ก็นับว่าอิสระเบาสบาย และย่อมประเสริฐกว่าได้คนไม่ดีมาเป็นคู่ครองเป็นไหนๆ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่า “หากเธอหาคนที่ดีกว่า หรือดีเสมอเธอคบไม่ได้แล้วไซร้ เธอพึงท่องเที่ยวไปแต่เพียงลำพังผู้เดียว เสมือนนอแรด ยังประเสริฐกว่าการคบคนพาล เพราะการคบคนพาลย่อมนำไปสู่วิบัติโดยแท้”
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐