เข้าสู่โหมดเลือกตั้งซึ่งเป็นเทศกาลหาเสียง สร้างความนิยมกับประชาชน จึงไม่แปลกที่แต่ละพรรคการเมือง ก็ต้องสรรหานโยบายมานำเสนอ ที่น่าสนใจก็คือเรื่องนโยบายด้านเศรษฐกิจ

ดังจะเห็นการเสนอแนวทางหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเพิ่มค่าแรง เพิ่มเบี้ยคนชรา เพิ่มสิทธิสวัสดิการต่างๆ ให้มากยิ่งขึ้น

ตอกย้ำให้เห็นว่าที่ผ่านมาประชาชนอยู่อย่างยากจนข้นแค้นอย่างไร ถึงต้องเร่งอัดฉีดเงินลงไปในระบบ

ซึ่งหากเป็นข้อเสนอของฝ่ายค้าน ก็พอเข้าใจได้ แต่สำหรับรัฐบาล ที่มีอำนาจล้นมืออยู่ ก็อดตะขิดตะขวงใจไม่ได้ว่าทำไมต้องรอหลังการ เลือกตั้งถึงจะเพิ่มเงินอัดฉีด ถ้าหากเห็นว่าเป็นปัญหา ก็ควรจะทำเลย ไม่ใช่เหรอ

แต่ก็นั่นแหละ เป็นเรื่องที่ประชาชนจะพิจารณา ชั่งน้ำหนัก ถึงความน่า เชื่อถือว่าเป็นไปได้มากน้อยเพียงไหน ก่อนจะลงคะแนนเสียงให้พรรคที่ชอบ

อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นสำคัญที่ควรจะต้องถกเถียงกันถึงแนวทางให้ชัดเจนก่อนการเลือกตั้ง

นั่นก็คือปัญหาความขัดแย้งทาง การเมืองที่เกิดขึ้น

เพราะยังเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่มาตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และดูจะเพิ่มระดับความขัดแย้งขึ้นเรื่อยๆ

คนกลุ่มหนึ่งที่ทำรัฐประหารอ้างแก้ไขความขัดแย้ง สร้างความสงบโดยใช้เวลา ‘อีกไม่นาน’ ก็กลายมาเป็นผู้เล่น ผู้ขัดแย้งเสียเอง จนคำว่าอีกไม่นาน อาจจะ หมายถึงชั่วกัลปาวสาน

พอถึงช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ผลิต วาทกรรมเรื่อง ‘ก้าวข้ามความขัดแย้ง’ กลายเป็นคำพูดกลวงๆ ไม่มีแนวทางชัดเจนว่าเราจะก้าวข้ามความขัดแย้ง ได้ยังไง

เพราะหากจะแก้ไขความขัดแย้งได้จริงๆ สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมีก็คือความยุติธรรมที่แท้จริง

แต่วันนี้ยังมีคนต้องติดคุก มีคดีความเพียงเพราะว่าคิดต่าง แถมคนที่ถูกคดียังมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ

กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือประหัตประหารฝ่ายตรงข้าม และปกป้องตัวเอง จนคนเชื่อเรื่อง 2 มาตรฐาน หรือไม่มีมาตรฐานใดๆ

ดังนั้นการจะก้าวข้ามความขัดแย้ง จำเป็นต้องพิจารณาและมีข้อเสนอให้ชัดเจน

ไม่เช่นนั้นต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็กลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์อีกเหมือนเดิม!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน