ใครหลายคนคงเหลือเพียงความทรงจำ อันเลือนรางไปแล้ว สำหรับคดีฆาตกรรมสุดโหด ฆ่ายกครัว 8 ศพ ครอบครัว ‘ผู้ใหญ่บัติ’ นายวรยุทธ สังหลัง คดีครึกโครมสะเทือนใจผู้คนเมื่อปี 2560

แม้ด้านอาญาจะดำเนินไปจนสุดทางแล้ว ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิต ‘บังฟัต’ นายซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์กุล ตัวการใหญ่ พร้อมพวกที่ร่วมก่อเหตุทั้ง 7 คน ไปตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2564

‘บังฟัต’ ซูริก์ฟัต บ้านนบวงศ์กุล

 

แต่เรื่องราวยังไม่รูดม่านปิดฉาก

เพราะลูกชายผู้ใหญ่บัติเหยื่อผู้รอดชีวิตเพียง 1 เดียว จากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น และปัจจุบันก็ยังวัยเยาว์เพียง 6 ขวบ กำลังถูกกฎหมายบังคับให้กลายเป็นเด็กไร้บ้าน

นับเป็นเคราะห์กรรมซ้ำซากจากน้ำมือ ‘บังฟัต’ ที่กระทำต่อเด็กน้อยตาดำๆ

ย้อนกลับไปเช้าวันที่ 22 ก.พ. ชาวบ้านจำนวนมากไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชา ที่บ้านของนายจรีย์ บุตรเติบ พ่อตา ‘ผู้ใหญ่บัติ’ ในหมู่ 1 ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ เพื่อระดมทุนทรัพย์ไถ่ถอนบ้าน-ที่ดิน ของนายจรีย์และ อดีตลูกเขยซึ่งกำลังจะโดนแบงก์ยึด

บ้านผู้ใหญ่ที่ถูกยึดขายทอดตลาด

 

เนื่องด้วยบ้านทั้ง 2 หลัง ที่กำลังถูกยึดเป็นทั้งชนวนเหตุและผลพวงมาจากบังฟัตและพวกฆ่าหมู่ 8 ศพเพราะถูกนำไปจำนองกับ บังฟัต ก่อนที่บังฟัตนำไปจำนองไว้กับธนาคาร สุดท้ายเมื่อ ‘ผู้ใหญ่บัติ’ นำเงินไปไถ่ถอนต่อบังฟัตกลับกลายเป็นต้นตอฆ่าล้างครัว

กระทั่งบังฟัตและพวกถูกจับกุมทำให้ไม่มีการผ่อนชำระ ธนาคารก็ฟ้องร้องยึดบ้าน ทั้ง 2 แปลง และเตรียมประกาศขายทอดตลาด

นายจรีย์เป็นกังวลมากจึงขออนุญาตผู้นำศาสนาและกำนัน ขอจัด ‘เลี้ยงน้ำชา’หารายได้มาไถ่ถอนบ้านคืนเป็นเงินร่วม 3 ล้านบาท ไม่เช่นนั้นสมาชิกคนสุดท้ายครอบครัวผู้ใหญ่บัติวัย 6 ขวบ เพียงคนเดียวที่รอดชีวิตจะกลายเป็นคนไร้ที่อยู่ทันที

ระดมทุนช่วยลูกผู้ใหญ่บัติ

 

“วันนี้มีเพื่อนบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงมาร่วมงานเลี้ยงอย่างไม่ขาดสาย ขอขอบคุณทุกท่าน ทั้งประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดกระบี่ นายอำเภออ่าวลึก กำนันในพื้นที่และทุกท่าน ที่ร่วมบริจาคกันช่วยเหลือ เพราะลำพังตนไม่มีปัญญาหาเงินมาไถ่ถอนคืนอย่าแน่นอน” คุณตาจรีย์กล่าวขอบคุณสายธารน้ำใจ ที่ช่วยต่อความหวังสุดท้ายให้หลานชาย

ย้อนรอยคดีฆาตกรรมโหดยกครัว 8 ศพ เมื่อกลุ่มคนร้ายแต่งกายชุดลายพรางบุกเข้าบ้านพักผู้ใหญ่บัติ ก่อเหตุสังหารหมู่ 8 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย ในวันที่ 10 ก.ค. 2560

โฉมหน้า 8 โหด

 

สิ่งที่สะเทือนใจคือ จำนวนผู้ตายมีด.ญ 3 ราย อายุเพียง 4 ขวบ 8 ขวบ และ 12 ปีรวมอยู่ด้วยความอหังการของทีมสังหาร ทำให้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. (สมัยนั้น) ต้องล่องใต้โดดลงมาคุมคดีด้วยตนเอง สั่งการให้พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผบ.ตร. (สมัยนั้น) คุมทีมจากส่วนกลางร่วมสืบสวนคลี่คลายคดีร่วมกับตำรวจ บช.ภาค 8 และบก.ภ.จว.กระบี่ทันที

ถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงของตำรวจ ที่สามารถคลี่คลายคดีฆาตกรรมยกครัวครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 5 วัน ก็ลากคอ ผู้ต้องหาได้ยกแก๊ง 8 คน มารับโทษตามกฎหมาย

ครอบครัวผู้เสียชีวิต

 

ประเด็นที่นำมาสู่การสังหารโหด เกิดจากการที่ผู้ใหญ่บัตินำโฉนดที่ดินของพ่อตาไปขายฝากไว้กับบังฟัต ระหว่างปี 2552-2554 เป็นเงินล้านกว่าบาทต่อมาผู้ใหญ่บัติได้รับแจ้งจากธนาคารว่ากำลังหลุดจำนองจึงเอาเงินไปไถ่ถอนคืน เมื่อเรื่องเรียบร้อยบังฟัตกลับไม่ยอมคืนโฉนด ทำให้เรื่องราวบานปลายเกิดความขัดแย้งถึงขั้นขู่จะฆ่าล้างโคตรกันทั้งสองฝ่าย

จนกระทั่งบังฟัตเคยถูกลอบยิงมาแล้ว เมื่อปี 2556 แต่ไม่เป็นอะไร จึงไม่ได้แจ้งความ แต่ผูกใจเจ็บเรื่อยมา และเคยวางแผนลงมือแล้ว 3 ครั้ง แต่ไม่สำเร็จ กระทั่งมาสำเร็จเอาครั้งนี้

เบื้องต้นบังฟัตตั้งใจจะฆ่าแค่ผู้ใหญ่บ้านกับเมียเท่านั้น เนื่องจากผู้ใหญ่บ้านเป็นคู่ขัดแย้งที่เคยอาฆาตกันมาก่อน ขณะที่เมียมีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดเจ้าปัญหา จึงสวมหมวกไอ้โม่งคลุมหน้าตาป้องกันไม่ให้คนในบ้านจำหน้าได้ แต่เกิดผิดแผน เพราะพอบุกเข้าไปในบ้านแล้ว กลับไม่พบเป้าหมาย ทำให้ต้องรออยู่เป็นเวลานานจนพยานจำหน้าลูกน้องได้หมดนอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่ทำให้บังฟัตไม่อาจหันหลังกลับได้อีก

เพราะเมื่อผู้ใหญ่บัติมาถึงก็เอ่ยชื่อ “โทริ” ซึ่งเป็นฉายาของบังฟัต สมัยเป็นนักมวยใช้ชื่อ “โทริจรวดเล็ก ศักดิ์พรน้อย” ทำให้บังฟัตถอดหมวกไอ้โม่งออก เพราะรู้แล้วว่าเหยื่อจำเสียงได้

แล้วตัดสินใจฆ่าปิดปากทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงหรือเด็ก อย่างโหดเหี้ยม ทั้งที่จริงๆ แล้วทั้งบังฟัตและผู้ใหญ่บัติก็เป็นเพื่อนที่สนิทสนมกัน

นายสุทิน มารยา เรื่อง/ภาพ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน