เอกซเรย์400เขตสมรภูมิศึกเลือกตัง

ข่าวสดเลื Xกตั้ง ’66

นับถอยหลังเลือกตั้งทั่วไป 2566 ที่กำหนดวัน ว. เวลา น. เบื้องต้น 7 พ.ค. ส่งผลให้แต่ละพรรคการเมืองพากันขยับ กรีธาทัพลงพื้นที่ เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครส.ส. เปิดตัวนโยบาย

รวมทั้งชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นแรงจูงใจสำคัญให้คนลงคะแนนเลือก

ในการเลือกตั้งครั้งนี้กลับมาใช้ระบบบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เลือกส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เลือกส.ส.เขต 400 คน

จากสัดส่วนดังกล่าว ทำให้เห็นว่า ตัวชี้ขาดชัยชนะครั้งนี้อันจะนำไปสู่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในที่ประชุมรัฐสภา และการจัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่หลังจากนั้น คือจำนวนส.ส.เขตของแต่ละพรรค

‘ข่าวสดเลือกตั้ง’ จึงจะพาไปสำรวจจำนวนส.ส.รายภาค โดยยึดตามประกาศ กกต. เรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งเมื่อวันที่ 31 ม.ค.66

วิเคราะห์แนวโน้มแต่ละพื้นที่ ใครได้เปรียบ-เสียเปรียบกันระดับไหน อย่างไร

เป็นข้อมูลประกอบการชี้วัด หลังเลือกตั้ง ‘บทใหม่ประเทศไทย’ จะดำเนินไปในทิศทางใด

เริ่มจากภาคเหนือ ตอนบน 9 จังหวัด เลือกตั้งปี 2562 มีจำนวนส.ส. 33 ที่นั่ง แบ่ง 3 พรรค เพื่อไทย 25 ที่นั่ง อนาคตใหม่ 5 และพลังประชารัฐ 3 ที่นั่ง

การเลือกตั้งครั้งนี้มีส.ส.เพิ่มเป็น 39 ที่นั่ง

หากวิเคราะห์จากเลือกตั้งครั้งก่อนที่เพื่อไทยได้ส.ส.คิดเป็น 76 เปอร์เซ็นต์ แนวโน้มครั้งนี้ จึงยังเป็นเพื่อไทยที่น่าจะรักษาแชมป์ภาคเหนือไว้ได้ และดูจากการเอาจริงเอาจังในการยกทัพใหญ่ นำโดย อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก็ลง พื้นที่เปิดเวทีปราศรัยถี่ยิบ

ประกาศชัดถ้อยชัดคำว่า ‘อุ๊งอิ๊ง’ นี่แหละคือว่าที่ นายกฯ ชาวเหนือคนต่อไป ต่อจากนายทักษิณ ชินวัตร และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ทำสำเร็จมาแล้ว เป็นแรงดึงดูดสำคัญอย่างหนึ่ง

ขณะที่พรรคอื่นๆ ที่พอจะแย่งชิงคะแนนภาคเหนือได้ ก็มีพลังประชารัฐ ที่ได้ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า กลับมา น่าจะรักษาฐานที่มั่น จ.พะเยาได้

อีกพรรคที่มีโอกาสแจ้งเกิดคือ ภูมิใจไทย ที่ได้ส.ส.จาก ‘อนาคตใหม่-ก้าวไกล’ ไปดูแลถึง 5 คน แต่ก็ต้องสู้กับข้อครหา ‘งูเห่า’ ต้องดูว่าผลงานที่ผ่านมาของ 5 ส.ส. จะยังชนะใจคนพื้นที่ได้หรือไม่

อีกพรรคต้องจับตาก็คือ ‘ก้าวไกล’ ที่มีคะแนนนิยมมาเป็นอันดับ 2 จากผลสำรวจโพล แม้สอดแทรกพื้นที่ส.ส. เขตได้ยาก แต่ก็น่าจะเก็บแต้มบัญชีรายชื่อได้พอสมควร

ส่วนพรรค‘บิ๊กตู่’ ต้องรอดูบารมี ‘แม่เลี้ยงติ๊ก’ ศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ที่ย้ายค่ายจากประชาธิปัตย์ มาสังกัดรวมไทยสร้างชาติ ยังมีมนต์ขลังหรือไม่

ภาคเหนือ(ตอนล่าง) กลาง-ตะวันตก-ตะวันออก รวม 33 จังหวัด ในการเลือกตั้ง 2562 มี 121 ที่นั่ง พลังประชารัฐมากที่สุด 58 ที่นั่ง คิดเป็น 48 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือเพื่อไทย 18 ที่นั่ง อนาคตใหม่ 16 ภูมิใจไทย 15 ประชาธิปัตย์ 9 และชาติไทยพัฒนา 5 ที่นั่ง

มาครั้งนี้เพิ่มเป็น 138 ที่นั่ง สนามนี้วิเคราะห์กันว่า เป็นรูปแบบการต่อสู้แบบบ้านใหญ่ ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ และมีอิทธิพลต่อคะแนนเสียง ยึดกระแสตัวบุคคลเป็นหลัก กระแสพรรคเป็นรอง แต่ก็ประมาทไม่ได้ เพราะการเลือกตั้งปี 62 พรรคอนาคตใหม่ ใช้กระแสพรรคฝ่ามาได้จำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก

ที่ถูกจับตามากที่สุด สนามเลือกตั้งชลบุรี คราวนี้มีถึง 10 เขตเลือกตั้งให้ฟาดฟันระหว่าง กลุ่มบ้านใหญ่ของ สนธยา คุณปลื้ม ที่ยกทัพกลับเพื่อไทย กับบ้านใหม่ของ สุชาติ ชมกลิ่น จากรวมไทยสร้างชาติ และ สรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ที่ปักหลักอยู่กับพลังประชารัฐ

นอกจากนั้นคงไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์มากนัก เป็นไปตามฐานเสียงเดิมของแต่ละกลุ่มก้อนการเมืองมากกว่า

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งตอนบน ตอนล่าง รวม 20 จังหวัด เลือกตั้งปี 2562 มี 116 ที่นั่ง เป็นเพื่อไทย 84 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 16 พลังประชารัฐ 11 ประชาธิปัตย์ 2 อนาคตใหม่ 1 ชาติไทยพัฒนา 1 และชาติพัฒนา 1 เพื่อไทยได้ส.ส.เป็นอันดับ 1 คิดเป็น 72 เปอร์เซ็นต์

มาคราวนี้มีส.ส.เพิ่มเป็น 132 ที่นั่ง เพื่อไทยยังมีโอกาสมาเป็นอันดับ 1 ขณะที่ พรรคภูมิใจไทย แข็งแกร่งในพื้นที่อีสานใต้ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บวกแรงดูดส.ส. จากประชาธิปัตย์ เพื่อไทย อนาคตใหม่ มาอยู่ใต้ร่มธงพรรค โอกาสได้ที่นั่งเพิ่มจึงมีมาก

ส่วนพลังประชารัฐ มีบ้านใหญ่อย่างวิรัช รัตนเศรษฐ ปักหลักบัญชาการเหนียวแน่น น่าจะรักษาพื้นที่ไว้ได้

ขณะที่รวมไทยสร้างชาติ ได้ ปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข อดีตส.ส.เลย 11 สมัย มาเป็นตัวชูโรง และเสกสกล อัตถาวงศ์ มาดูแลพื้นที่

แต่ดูแล้วน่าจะเป็นงานยากที่จะฝ่าด่านปักธง ส.ส.ภาคนี้ได้

อย่างไรก็ตาม หากจะมองข้ามม้ามืด อย่างพรรคไทยสร้างไทย ของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ คงไม่ได้ เพราะช่วงเป็นแม่ทัพหาเสียงให้พรรคเพื่อไทยเมื่อปี 62 คุณหญิงสุดารัตน์ก็เดินนำ เรียกคะแนนได้เป็นกอบเป็นกำ

สอดคล้องผลอีสานโพล ศูนย์วิจัยธุรกิจและเศรษฐกิจ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ขอนแก่น ที่ระบุ คนอีสานมีแนวโน้มเลือกพรรคเพื่อไทย เป็นอันดับ 1 แต่พรรคไทยสร้างไทย ก็มาเป็นอันดับ 2 ขณะที่ก้าวไกล มาอันดับ 3 ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

เป็นอีกสนามที่เกมการต่อสู้น่าจะข้นคลั่ก

ภาคใต้ 14 จังหวัด เลือกตั้งปี 2562 มีส.ส. 50 ที่นั่ง แบ่งเป็น ประชาธิปัตย์ 22 ที่นั่ง มากที่สุดคิดเป็น 44 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ พลังประชารัฐ 13 ที่นั่ง ภูมิใจไทย 8 ประชาชาติ 6 และพรรครวมพลัง 1

งวดนี้มีส.ส. 58 ที่นั่งให้ช่วงชิง ห้ำหั่นกันระหว่าง 5 พรรค คือ พลังประชารัฐ รวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และประชาชาติ

ในกลุ่มนี้พรรคประชาชาติ มุ่งเจาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ขับเคี่ยวกับผู้สมัครพลังประชารัฐ และรวมไทยสร้างชาติ ที่ได้ กูเฮง ยาวอหะซัน มาเป็นแม่ทัพจังหวัดชายแดน

ด้านประชาธิปัตย์ แชมป์เก่า รอบนี้จะเสียที่นั่งเพิ่มอีกไม่ได้ ประกาศทวงคืนพื้นที่ อัดขุมกำลังเลือดใหม่ พึ่งบารมี ชวน หลีกภัย หวังได้ส.ส.กลับมาเฟื่องฟูเหมือนในอดีต แต่ก็ไม่ง่าย เมื่อทีมงานหลายคนแยกตัวออกไปอยู่กับพรรคของพล.อ.ประยุทธ์ ทำให้หลายพื้นที่อ่อนยวบ เช่น สุราษฎร์ธานี ที่เสียขุนพลอย่าง ชุมพล กาญจนะ ไป

สนามที่น่าจะดุเดือด นครศรีธรรมราช พื้นที่ เป้าหมายของ ธนกร วังบุญคงชนะ ขุนพลคู่ใจบิ๊กตู่ ยังได้ สายัณห์ ยุติธรรม มาจาก พปชร. ประกบด้วยวิทยา แก้วภราดัย อดีตส.ส. ส่วนพลังประชารัฐ ก็เข็นส.ส.เก่าลงสู้ น่าจะสูสีคู่คี่

สนามอันดามัน จับตาภูมิใจไทย ภายใต้การดูแลของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา เปี่ยมด้วยอิทธิพลบารมีในพื้นที่ ส่วนพังงา มีส.ส.เพิ่มอีก 1 คน จับตา กฤษณ์ ศรีฟ้า อดีตส.ส.หนึ่งเดียวของไทยรักไทย อาจสร้างเซอร์ไพรส์

ในเขตการศึกษาที่มีนักศึกษาคนรุ่นใหม่ ก็ประมาท เพื่อไทยกับก้าวไกลไม่ได้ เพราะหากแข่งกันหลายเส้า โอกาสคะแนนจะถูกตัดหล่นไปอีกฟากก็มีความเป็นไปได้อยู่

แข่งขันสูสีอย่างยิ่ง

กทม. พื้นที่เมืองหลวง ในการเลือกตั้งปี 2562 มีส.ส. 30 ที่นั่ง แบ่งเป็นพลังประชารัฐ 12 ที่นั่ง เพื่อไทยกับอนาคตใหม่ พรรคละ 9 ที่นั่ง

ครั้งนี้มีส.ส.เพิ่มเป็น 33 คน

เป็นสนามที่อิงกระแสเป็นหลัก ผู้ใช้สิทธิ์ปรับเปลี่ยนการตัดสินใจได้ตลอดเวลา ฐานเสียงพรรคอาจมีผลบ้าง แต่ถ้ามีผู้ออกมาใช้สิทธิ์มาก ผลเลือกตั้งก็พลิกได้ตลอด

สนามนี้แม้ พปชร.เป็นแชมป์เก่า แต่ก็สูญเสียส.ส.ให้ภูมิใจไทยไปแล้ว ต้องดูว่าแนวทางหาเสียงที่ก่อนนี้ใช้แคมเปญ ‘เลือกความสงบจบที่ลุงตู่’ มาคราวนี้จะใช้แนวทางไหน ขณะที่เพื่อไทย ก็เหนียวแน่น ส.ส.เดิมลงพื้นที่แข็งขัน มุ่งเป้าหมายแลนด์สไลด์

ส่วนก้าวไกล ก็มีกระแสด้วยสโลแกน‘กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม’ อย่าลืมว่า ก้าวไกล เป็นพรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคภาษีมากที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นขวัญใจชนชั้นกลางที่เสียภาษี

ด้วยการอิงกระแสเป็นหลัก ทุกอย่างจึงเปิดกว้างสำหรับทุกพรรค

สนามนี้ต้องวัดกันอีกทีช่วงโค้งสุดท้าย

ทั้งนี้ เป็นเพียงแค่โค้งแรกเริ่มต้นการเลือกตั้ง จากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องนำมาวิเคราะห์ ตราบใดที่ยังไม่ยุบสภา ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ‘การเมือง’ ก็ยังไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากนี้ยังมี คำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องการคำนวณ ส.ส.เขต ที่ไม่ให้ใช้ราษฎรที่ไม่มีสิทธิ์เลือกตั้งมาคำนวณ ส่งผลให้กระทบ 8 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก เชียงราย เชียงใหม่ สมุทรสาคร ที่ส.ส.จะลดลง และไปเพิ่มที่อุดรธานี ลพบุรี นครศรีธรรมราช และปัตตานี

ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องรอความชัดเจน

แต่ที่แน่ๆ การต่อสู้จะดุเดือดเข้มข้นขึ้นไปจนถึงโค้งสุดท้าย และอาจจะบีบให้กลายเป็นการเลือกขั้ว เลือกข้างทางการเมืองเพียง 2 ฝ่าย และจะส่งผลต่อการตัดสินใจต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิ์

ศึกเลือกตั้งครั้งนี้ กะพริบตาไม่ได้เด็ดขาด!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน