เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม สำหรับกรณี ‘น้องต่อ’ ด.ช.วัย 8 เดือน ที่ถูกระบุว่าหายไปจากบ้านอย่างไร้ ร่องรอย

จนเกิดการติดตามหาของทั้ง เจ้าหน้าที่กู้ภัย และการติดตามสืบสวนคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อคลี่คลายปริศนาดังกล่าว

และสุดท้ายก็เปิดเผยด้วยคำสารภาพของ ‘นิ่ม’ ว่าได้นำลูกที่พลัดตกเสียชีวิต ไปทิ้งคลองหลังบ้าน

เหตุเพราะเกรงกลัวความผิด และกลัวจะถูกครอบครัวสามีตำหนิ

นำมาซึ่งการเปิดเผยความจริงที่โหดร้าย สำหรับผู้หญิงวัย 17 ปี ซึ่งเป็นแม่ ต้องเผชิญมาตลอดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้งการแบกรับภาระครอบครัว การต้องดูแลลูกเพียงคนเดียว หนำซ้ำยังถูกให้ไปค้าบริการกับชายมากหน้าหลายตา

อยู่ด้วยความไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น

แน่นอนว่าไม่สามารถที่จะเปลี่ยนสิ่งที่ผิดกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องได้ ทุกอย่างก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม

แต่มากกว่านั้นคือการถอดบทเรียนเรื่องดังกล่าว เพื่อดูปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องการศึกษา การรักษาพยาบาลด้านการสาธารณสุข

ไม่ให้ต้องเกิดปัญหาเช่นนี้ซ้ำอีก

บ้านที่เกิดเหตุ

■ คลี่ปมเด็ก8เดือนหายปริศนา

เหตุการณ์สลดนี้มีจุดเริ่มต้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 5 ก.พ. เมื่อ 2 สามีภรรยา คือ ‘พุด’ อายุ 19 ปี และ ‘นิ่ม’ ที่มีวัยเพียง 17 ปี ออกมาตามหา ‘น้องต่อ’ ลูกน้อยวัยเพียง 8 เดือน โดยระบุว่าหายตัวปริศนาไปจากบ้านในพื้นที่หมู่ 6 ต.หินมูล อ.บางเลน จ.นครปฐม มีเพียงเบาะแสจากนิ่ม ที่ระบุว่า ขณะนอนหลับ มีชายใส่เสื้อเหลืองมาอุ้มลูกไป โดยตอนแรกคิดว่าเป็นญาติ แต่ต่อมาไม่ใช่จึงขอความช่วยเหลือจากโลกโซเชี่ยลช่วยกันตามหา

จากนั้นมูลนิธิกระจกเงาได้โพสต์ข้อความตามหาเด็กหาย ระบุรูปพรรณว่าเป็นเด็กสูง 70 เซนติเมตร หนักประมาณ 9 กิโลกรัม ผิวขาว เพิ่งโกนผม มีร่องรอยแผลมีดโกนบาดที่ศีรษะ มีแผลเป็นใต้คาง ข้อมือซ้ายสวมเชือกถักหลายสี

ขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัย อาสาสมัครและตำรวจเข้าตรวจสอบ โดยใช้สุนัขดมกลิ่น 2 ตัวค้นหาก็ไม่พบ ขณะที่ตำรวจตั้งข้อสงสัยถึงโถส้วมในห้องน้ำที่มีร่องรอยโบกปูนใหม่ แต่เมื่อทุบตรวจสอบก็ไม่พบเบาะแส

เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้วิธีสอบปากคำทั้งพุด และนิ่ม รวมทั้งพยานแวดล้อมที่เป็นคนใกล้ชิด ตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ ก็ไม่พบว่ามีการติดต่อใคร จนกระทั่งวันที่ 15 ก.พ. เจ้าหน้าที่ยังได้นำทั้งพุดและนิ่มเข้าเครื่องจับเท็จ ซึ่งผลออกมาระบุว่า 1 ใน 2 คนมีเส้นกราฟผิดปกติ ซึ่งหมายความว่ามีการปกปิดข้อมูลบางอย่าง

ช่วงเวลาดังกล่าวเจ้าหน้าที่ก็ทำทุกทาง ทั้งใช้การบิน โดรนค้นหา เดินเท้า ใช้นักประดาน้ำค้นหาใต้น้ำในคลอง หลังบ้านของพุดและนิ่ม ลึกถึง 12 เมตร แต่ก็ยังไม่พบ เงื่อนงำใดๆ

ขณะที่การตรวจสอบก็พบผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมในเรื่อง ดังกล่าว คนแรกคือ ‘ลุงแจ้’ อายุ 55 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนของ พ่อ ‘พุด’ และเข้ามาเกี่ยวพันกับครอบครัว แต่จากการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์ ก็ไม่พบว่าวันเกิดเหตุที่น้องต่อหายตัวไป ได้เข้ามาใกล้พื้นที่บ้านพัก

นอกจากนี้ยังมี ‘นายหรั่ง’ ซึ่งเป็นชายสติไม่ดี ที่อยู่ติดกับบ้านน้องต่อ ที่เจ้าหน้าที่คุมตัวไปสอบสวนหลังจากมีพยานระบุว่า พบว่าขี่จักรยานโดยมีเด็กอยู่ในตะกร้าหน้ารถ แต่เมื่อสอบสวนแล้วพบว่านายหรั่งให้การวกวน บางครั้งบอกว่าเป็นคนพาเด็กไปเอง พร้อมพาไปชี้จุดทิ้งเด็ก แต่ต่อมาปฏิเสธ ระบุว่าที่ทำแบบนั้นเพราะตำรวจรับปากจะให้กินข้าว

ด้านพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบ.ตร. ที่ลงติดตามคดีนี้ด้วยตัวเอง ก็ออกมาให้ข้อมูลว่า จากการตรวจสอบพบว่าคืนวันที่ 4 ต่อเนื่องวันที่ 5 ก.พ. ซึ่งเป็นวันที่น้องต่อหายตัวไป นิ่มไม่ได้อยู่บ้าน ซึ่งต้องสอบสวนว่าเธอหายไปไหน

พร้อมใบ้เป็นนัยๆ ว่า มีแค่ ‘นิ่ม’ คนเดียวที่รู้เห็นเรื่องนี้

สถานการณ์เริ่มบีดรัดเข้ามาทุกขณะ!!

นิ่มแถลง

■ สลดน้องต่อดับ-โยนลงน้ำ

โดยเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ภาพจากกล้องวงจรปิด ในวันเกิดเหตุที่น้องต่อหายไปจากบ้านช่วงเวลา 05.48- 08.30 น. วันที่ 5 ก.พ. ซึ่งเป็นภาพทางออกหมู่บ้าน ห่างจากบ้านน้องประมาณ 200 เมตร จากการตรวจสอบพบว่า ช่วงเวลา 05.48-07.00 น. มีรถผ่าน 24 คัน ช่วงเวลา 07.01-08.00 น. มีรถผ่าน 34 คัน ช่วงเวลา 08.01-08.30 น. มีรถผ่าน อีก 27 คัน

ทั้งหมดไม่พบพิรุธ และไม่พบนายหรั่งขี่จักรยานอุ้มเด็กในตะกร้าอย่างที่มีคนกล่าวอ้าง

ขณะที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ก็ระบุว่า จากการสอบปากคำ น.ส.นิ่ม เจ้าตัวยอมรับแล้วว่า พูดโกหกหลายประเด็น โดยเฉพาะเรื่องชายเสื้อเหลืองอุ้มลูกออกไปนั้น ซึ่งทางนิ่มได้รับสารภาพแล้วว่าไม่ได้เห็นชายเสื้อเหลืองอุ้มลูกแต่อย่างใด

และในที่สุดความจริงก็ปรากฏ เมื่อนิ่มสารภาพว่า เป็นคนนำน้องต่อไปทิ้งในคลองหลังบ้านเอง

ตรวจทุกพื้นที่

 

โดยก่อนเกิดเหตุ น้องต่อเป็นไข้สูงถึง 39 องศาเซลเซียส นิ่มได้พาลูกไปหาเจ้าหน้าที่อนามัย ซึ่งเจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปรักษาที่โรงพยาบาล แต่นิ่มไม่พาไป กลับไปรักษาตัวที่บ้าน ต่อมาเวลาประมาณตี 3 ของวันที่ 5 ก.พ. น้องต่อร้องไห้งอแง จึงจับตัวลูกเขย่า จากนั้นลูกก็พลัดตกลงกับพื้น จึงอุ้มขึ้นมาพาไปนอนเพราะคิดว่าหลับ แต่พอตื่นขึ้นมาตอนตี 5 พบลูกไม่หายใจแล้ว ด้วยความกลัวความผิดจึงนำเด็กไปทิ้งลงคลอง

ทั้งนี้ สาเหตุที่นิ่มไม่ได้พูดความจริงแต่แรก เป็นเพราะมีแม่ที่ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ เส้นเลือดในสมองตีบ ติดเตียง หากต้องติดคุกอาจจะไม่มีใครดูแลแม่ และยืนยันว่าพุดไม่ได้มีส่วนรู้เห็น ที่ไม่บอกเพราะกลัวจะเกิดอันตราย ถูกทำร้ายได้

ด้วยความที่นิ่มเป็นเด็กอายุ 17 ปี ไปคลอดลูกคนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียวทุกอย่าง ไม่มีใครช่วยดู บ้านสามีก็ไม่มีใครชอบเลยไม่รู้จะไปปรึกษาถามใคร

โดยตำรวจ แจ้ง 3 ข้อหา ได้แก่ 1.กระทำการประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ซ่อนเร้นอำพรางศพ และ 3.แจ้งข้อความเท็จต่อเจ้าพนักงาน โดยศาลเยาวชนและครอบครัว จ.นครปฐม ให้ประกันตัว

จากนั้นนิ่มแถลงยืนยันว่า ไม่ได้โกหกอีกแล้ว เพราะได้บทเรียนจากการโกหกมาเยอะ ที่ไม่ได้พูดความจริงกับตำรวจเพราะเจ้าหน้าที่เป็นผู้ชาย ใช้คำถามแบบผู้ใหญ่ จนไม่กล้าบอก ขอสังคมให้โอกาสในการเริ่มชีวิตใหม่ อยากกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงเร่งติดตามหาร่าง ‘น้องต่อ’ อย่าง ไม่ลดละ

ดำน้ำหาร่าง

■ จับ‘พุด-ลุงแจ้’พรากผู้เยาว์

นอกเหนือจากเรื่องเศร้า สำหรับการเสียชีวิตของน้องต่อ ก็เกิดเรื่องช็อกซ้ำเข้ามาอีก เมื่อผลการตรวจดีเอ็นเอของน้องต่อ พบว่าพุดไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของน้องต่อ แต่กลับเป็นลุงแจ้ ที่เป็นเพื่อนของพ่อพุด

โดยพล.ต.อ.สุรเชษฐ์เปิดเผย เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ว่า จะดำเนินคดีอาญานายพุด เรื่องของการขายบริการทางเพศ โดยให้ภรรยาตัวเองไปขายบริการให้เพื่อนพ่อ และเอาเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว เพราะว่าขณะนั้นนิ่ม อายุ 15 ปี เป็นความผิดของนายพุด

อีกส่วนหนึ่งความผิดที่พบคือ ลุงแจ้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเป็นการพรากผู้เยาว์ ซึ่งวันนี้ในการแจ้งข้อหาคดีอาญาจึงมีอยู่ 2 คน

ต่อมาตำรวจ สภ.บางหลวง คุมตัวพุด ผู้ต้องหาฐาน ความผิดเป็นธุระจัดหาให้ภรรยาตัวเอง ไปขายบริการ และลุงแจ้ ผู้ต้องหาฐานความผิด พรากผู้เยาว์ มีสัมพันธ์กับเด็กที่อายุ ต่ำกว่า 15 ปี ไปขออำนาจศาลจังหวัดนครปฐม ฝากขัง ผัดแรก โดยก่อนหน้าทั้งสองรายจะถูกนำตัวขึ้นรถคุมขัง นายพุด และนายแจ้ มีสีหน้าท่าทีที่เคร่งเครียด

ขณะที่พุดเปิดเผยว่า สำหรับเรื่องผู้ชายเสื้อเหลืองที่นิ่มโกหก ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนเห็นเอง ซึ่งนิ่มบอกว่านึกขึ้นมาเองในหัว เลยบอกตำรวจไปแบบนั้น ยืนยันยังคิดว่านิ่มไม่ได้โกหก และเชื่อใจอยู่ ยอมรับยังคงเชื่อมีคนเอาลูกไปแน่นอน แต่ก็ไม่ได้สงสัยบุคคลใด

และหลังจากรับคำร้องฝากขัง ศาลจังหวัดนครปฐมให้ประกันตัวลุงแจ้ ในวงเงิน 1 แสนบาท พร้อมทั้งใส่กำไล อีเอ็ม เพื่อติดตามพฤติกรรม ส่วนพุดศาลไม่อนุญาตให้ ประกันตัว ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน

เป็นคดีที่แทรกเข้ามาจากเรื่องเด็กหาย!!

ทั้งหมดล้วนเป็นประเด็นสำคัญ ที่ต้องมองเห็นถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ก่อร่างสร้างตัวมาเป็นสถานการณ์ในปัจจุบันเช่นนี้

ไม่ใช่แค่หวังให้ใครพ้นผิด แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสลด เช่นนี้เกิดขึ้นอีกต่างหาก!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน