คึกคักเต็มที่จริงๆ สำหรับการ เดินหน้าหาเสียงของแต่ละพรรค การเมือง ที่แม้จะยังไม่ประกาศยุบสภา แต่ก็ลงพื้นที่กันถี่ยิบ
ประกาศนโยบายเกทับกันไปมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขึ้นค่าแรง การสาธารณสุข การอัดฉีดเพื่อดูแลผู้สูงอายุ หรือการเพิ่มสวัสดิการต่างๆ ให้
ซึ่งดูแล้วก็เป็นเรื่องดี หากทำได้จริง เพราะคนได้ประโยชน์ ก็คือประชาชนที่ยากจน ซึ่งถือว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยังเกิดคำถามว่า นโยบายที่สวยหรูเหล่านี้สามารถทำได้จริงหรือไม่
ยังไม่ต้องพูดถึงประสิทธิภาพ ความตั้งใจว่าจะทำตามที่พูดหรือไม่
เอาแค่เรื่องงบประมาณของประเทศมีเพียงพอหรือไม่
ก่อนหน้านี้ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ก็เปิดเผยว่า ตัวเลข หนี้สาธารณะอยู่ที่ 10.5 ล้านล้านบาท คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี
โดยช่วงโควิดประเทศไทยมีรายจ่าย สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท
ตัวเลขเหล่านี้คือหนี้ที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมจ่าย รวมทั้งลูกเล็กเด็กแดงที่เพิ่งลืมตาดูโลก
น่าสนใจที่นายอาคม ระบุว่า หนี้ 10.5 ล้านล้านบาทนั้น ครึ่งหนึ่งสะสมมาก่อน โควิด
เท่ากับว่าช่วง 3 ปีที่เผชิญกับโควิดนี้ ประเทศไทยสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ถึงเท่าตัว!!!
กลายเป็นคำถามว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปสถานะของประเทศจะเป็นอย่างไร
แน่นอนว่าเอาเข้าจริงแล้วประเทศก็ยังเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยการกู้ยืมเงินในอนาคตในรูปแบบหนี้ พิมพ์เงินเพิ่มเอามาใช้จ่าย ซึ่งก็น่าจะผ่านไปได้สักเวลาหนึ่ง
แต่ตราบใดที่วงจรการกู้หนี้มีปัญหา ผิดนัดชำระหนี้สาธารณะ จนกระทั่งฟองสบู่หนี้แตกขึ้นมา
ความหายนะไม่ใช่เรื่องเกินเลยไปแม้แต่นิดเดียว
จึงสำคัญอย่างยิ่งที่แต่ละพรรค การเมือง ควรจะต้องพูดถึงเรื่องการ หารายได้ การส่งเสริมให้เกิดโปรดัก ทิวิตี้อย่างแท้จริง
ซึ่งต้องมีทั้งวิสัยทัศน์ การเข้าใจโลก เข้าใจประเทศ ว่าจะเดินไปในทิศทางไหนในอนาคต
ไม่เช่นนั้นการหลุดออกจากวงจรอุบาทว์นี้ก็ยากเต็มทน
ปัญหาอยู่ที่ว่าในเวลานี้เรามีผู้นำที่มีคุณสมบัติครบเสนอตัวแล้วหรือยัง และถ้ามีก็ขึ้นอยู่กับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ จะกำหนดทิศทางอย่างไร
ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินเอง!!