เมื่อวันที่ 8 มี.ค. เอเอฟพีรายงานว่า เผด็จการทหารเมียนมา (พม่า) กล่าวตอบโต้ถึงข้อครหาจากนายโฟลเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่ เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ว่าเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน กรณีนายเติร์กระบุว่า กองทัพพม่าอาจก่ออาชญากรรมสงครามระหว่างการปราบปรามผู้ต่อต้านการรัฐประหารตั้งแต่ 1 ก.พ. 2564
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังรายงานปัญหาสิทธิมนุษยชนของสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ หรือโอเอชซีเอชอาร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระบุถึงสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ในพม่าที่กำลังเผชิญกับมิคสัญญีทางการเมืองหลังการยึดอำนาจ ว่าเป็นหายนะที่กำลังเน่าหนอนฟอนเฟะ
เผด็จการพม่ายังเผชิญกับการต่อต้านจากกองกำลังชาติพันธุ์และประชาชนชาวพม่าที่มีแนวโน้มติดอาวุธเข้าต่อสู้กับกองทัพพม่า หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้กองทัพพม่ามีทหารไม่เพียงพอ และต้องอาศัยอาวุธสงครามเข้าสนับสนุน อาทิ การโจมตีทางอากาศด้วยเครื่องบินทิ้งระเบิด และการยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่กว่า 300 ครั้งในปี 2565 โดยมีสถานศึกษาและโรงพยาบาลตกเป็นเป้าหมายด้วย
กระทรวงการต่างประเทศของเผด็จการพม่า แถลงตอบโต้รายงานดังกล่าวว่า อาศัยข้อมูลจากคำครหาที่มีต่อรัฐบาลพม่าและกองทัพ ดังนั้น ทางการพม่าจึงขอแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับคำแนะนำที่ไร้ความ เชื่อมโยงใดๆ ของข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แต่รัฐบาลพม่าขอรับทราบว่า สหประชาชาติ หรือยูเอ็น ตระหนักดี ถึงความรุนแรงที่กองทัพพม่าถูกกระทำจากกลุ่มติดอาวุธ
การสู้รบยังรวมถึงการลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐระดับล่างที่ทำงานให้กับเผด็จการทหารพม่า ขณะที่กองกำลังติดอาวุธต่อต้านรัฐประหารนั้นยิงต่อสู้กับทหารพม่าเกือบทุกวัน แต่รายละเอียดการสู้รบนั้นมีน้อยและมักถูกตอบโต้อย่างรวดเร็วจากกองทัพ ส่วนเผด็จการพม่านั้น อ้างว่ามีพลเรือนเสียชีวิตจากการถูกกลุ่มก่อการร้ายสังหารกว่า 5 พันราย
ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาทางการทูตนั้นมีเพียงฉันทามติ 5 ข้อ จากสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน แต่เผด็จการพม่ายังคงล้มเหลวในการดำเนินตามฉันทามติดังกล่าว