เปิดฉากบัตรสวัสดิการรัฐยก 2
ปูทางเลือกตั้ง-‘ไพ่ตาย’ยื้อใจคนรายได้น้อย
รายงานพิเศษ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ‘ไพ่ตาย’ ของทุกว่าที่รัฐบาลที่จะนำมาใช้เป็นแต้มต่อ ในศึกเลือกตั้งใหญ่ช่วงเดือนพ.ค.2566 หนีไม่พ้น “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ ที่เรียกกันติดปากว่า “บัตรคนจน” ที่แทบจะทุกพรรคการเมือง ล้วนชูสวัสดิการจูงใจ คนรายได้น้อย หรือฐานราก เดิมพันทุกคะแนน กับสวัสดิการที่จัดให้แบบถึงอกถึงใจ
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 หรือบัตรคนจน ยก 2 ที่มีการเปิดให้ลงทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2565 ในที่สุดก็ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จากจำนวนผู้ลงทะเบียนกว่า 22 ล้านคน ผ่านการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง 19.6 ล้านราย เคาะเข้าเกณฑ์ คัดกรองรอบสุดท้าย เหลือผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติ 14.5 ล้านราย
จำนวนผู้ได้สิทธิ์เพิ่มขึ้นจากรอบแรกที่มีอยู่ราว 13.1 ล้านราย โดยในจำนวนผู้ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบคุณสมบัติ 14.5 ล้านราย กว่า 60% หรือ 8.76 ล้านราย เป็นผู้ที่เคยได้สิทธิ์ในรอบแรกไปแล้ว จะเรียกว่ามี ผู้หลุดพ้นความจนไปแล้ว 4.2 ล้านราย หรืออีกนัยหนึ่งอาจไม่ผ่านเกณฑ์คัดกรองใหม่ หลังจากครั้งที่ก่อน มีดราม่า “จนไม่จริง” มาให้เห็นอยู่หลายกรณี และเป็นคนจนหน้าใหม่ที่เติมเข้ามารับบัตรอีก 5.82 ล้านราย
จำนวนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มขึ้น อาจดูสวนทางกับวัตถุประสงค์เดิมที่เคยริเริ่มโครงการ ที่กระทรวงการคลัง มุ่งหวังให้กลุ่มผู้มีรายได้น้อย หลุดจากกับดัก ความจน ตามภาวะเศรษฐกิจที่คิดว่าจะขยายตัวได้ดี ซึ่งถ้ามองเฉพาะผู้ได้สิทธิ์เดิม ที่มีจำนวนลดลง อาจจะยอมปิดตาข้างเดียวยอมรับได้ว่ามาถูกทาง
แต่ด้วยเหตุของการระบาดโควิด-19 ที่เป็นปัจจัย เกินความคาดหมายในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ภาครัฐนำมากล่าวอ้างได้อย่างสมเหตุสมผล ว่า เป็นปัจจัยเหนือความคาดหมายที่ส่งผลกระทบให้ คนตกงาน ขาดรายได้ คนจนหน้าใหม่ ที่ตบเท้าเข้ารับสิทธิ์บัตรสวัสดิการรอบใหม่จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
หากย้อนรอยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตั้งแต่ปี 2561 จนถึงปัจจุบันปี 2566 ร่วม 6 ปี รัฐบาลได้จัดสรร งบประมาณ แจกจ่ายสวัสดิการ ไปแล้วทั้งสิ้น 333,229.6 ล้านบาท เฉลี่ยโดยทั่วไปตกอยู่ที่อยู่ที่ ปีละ 4 หมื่นล้านบาท ด้วยจำนวนเม็ดเงินเพียงเท่านี้ กับจำนวนคนที่ได้รับสิทธิ์ การให้สิทธิพื้นฐานในช่วงวิกฤตโควิด ก็คงต้องบอกว่าสอบผ่าน

สำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2565 หรือบัตรคนจนยก 2 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ยืนยันว่า สวัสดิการรอบนี้ จะได้รับเป็นวงเงินทั้งหมด ไม่มีการกดเป็นเงินสดออกมา และหากใช้สิทธิ์ในแต่ละเดือนไม่หมด ก็ไม่สามารถเอาไปทบในเดือน ต่อไปได้
ออร์เดิร์ฟสวัสดิการชุดแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ ก็ยังคงหน้าตาชุดมาตรการเช่นเดิม โดยจะเริ่มใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.นี้ รวมสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้จะได้เงินช่วยเหลือ 1,545 บาทต่อคนต่อเดือน อาทิ ให้เงินช่วยเหลือรายละ 300 บาท เพื่อ เป็นค่าใช้จ่ายการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านธงฟ้า ส่วนลดการซื้อก๊าซหุงต้มเดือนละ 80 บาทเป็นเวลา 3 เดือน และค่าใช้จ่ายการเดินทาง 750 บาท ใช้รถโดยสารสาธารณะ 8 ประเภท
เงินช่วยเหลือค่าน้ำประปา 100 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน หากเกิน 100 บาท ผู้ใช้น้ำต้องจ่ายส่วนที่เกิน และค่าไฟฟ้า 315 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน หากใช้เกินกว่าที่กำหนดผู้ถือบัตรจะต้อง จ่ายเอง โดยค่าน้ำและค่าไฟ กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ชำระให้เอง โดยจะเชื่อมข้อมูลไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การประปานครหลวง (กปน.) การประปา ส่วนภูมิภาค (กปภ.) ส่วนผู้พิการที่ถือบัตรคนจนจะได้รับเงิน ช่วยเหลือ อีกคนละ 200 บาทต่อเดือน
ทั้งนี้ ผู้ได้รับสิทธิ์ทั้ง 14.5 ล้านราย สามารถตรวจสอบรายชื่อตนเองได้ที่เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. ของทุกวัน หรือที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย สำนักงานคลังจังหวัด ทั่วประเทศ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร 50 เขต และศาลาว่าการเมืองพัทยา
เมื่อตรวจสอบรายชื่อแล้วพบว่าเป็นผู้มีสิทธิ์ จะต้องเดินทางไปยืนยันตัวตนด้วยตัวเองที่ ธ.ก.ส., ออมสิน, กรุงไทย โดยนำบัตรประจำตัวประชาชน ส่วนผู้ลงทะเบียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติ สามารถยื่นขออุทธรณ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.- 1 พ.ค.2566 ผ่านทางเว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th หรือ https://welfare.mof.go.th ได้ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ถึง 23.00 น. เช่นกัน
สำรวจพรรคการเมือง ที่เดินหน้าชิงแต้มต่อจากนโยบาย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หวังตีกิน 14.5 ล้านใจผู้ถือบัตร ในขณะนี้ มีอยู่ 2 พรรค เริ่มด้วย พรรคพลังประชารัฐ ที่เป็นต้นตำรับ บัตรคนจน อาศัยจังหวะเพิ่มเงินในบัตรเป็น 700 บาท โดยนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ในฐานะเลขาธิการพรรค ยืนยันว่าเป็นเรื่องของความปรารถนาดีของพรรคการเมืองที่จะดูแลกลุ่มเปราะบาง ส่วนพรรคไหนเสนอจะเพิ่มเงิน หรือเพิ่มสวัสดิการเท่าไหร่ก็แล้วแต่นโยบายของพรรคการเมืองนั้นๆ
ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติ ใต้เงา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็โต้กลับไปที่ 1,000 บาทต่อเดือน โดยยืนยันว่าสิ่งที่ได้หาเสียงไปนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ เพราะรู้ว่าบริหารอย่างไร ดังนั้นมั่นใจว่านโยบายที่พูดออกไปทำได้จริง เพราะมีการปรึกษาและมีข้อมูลอยู่แล้ว การเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พูดแล้วไม่มีหลักการหรือหลักเกณฑ์อะไร ไม่ใช่การ แจกเงิน แต่เป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งรัฐบาลต้องบริหารทั้ง 2 ด้าน คือ ความเท่าเทียมและโอกาส
ส่วนพรรคเพื่อไทย แม้ไม่ต่อ ความยาวเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ก็ยืนยันทำนองว่าจะไม่ยกเลิก บัตรคนจนอย่างแน่นอน และ พร้อมที่จะทำให้ดีกว่าเดิม และมากกว่าเดิม ในอีกรูปแบบหนึ่ง ไม่ใช่แค่การหาเงินมาให้ แต่จะหาอาชีพ หาสวัสดิการมาให้ประชาชนเพื่อประหยัดรายจ่าย
ส่วนพรรคอื่นๆ ก็ล้วนชูนโยบาย รัฐสวัสดิการกันเข้มข้น ในลักษณะกระจายรายได้ ดูแลปากท้อง โดยเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงบัตรสวัสดิการ แห่งรัฐเช่นเดียวกัน เพียงแต่เป็นการถอดรูป การดูแล ให้สวัสดิการ ใน รูปแบบอื่นๆ ลด แลก แจกแถม ในระยะยาวเรียกว่าฐานะการคลัง ต้องกุมขมับ หากไม่รู้ว่าจะหารายได้มาอุดทุกสารพัดโปรเจ็กต์ รวมถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่อัดสิทธิประโยชน์ได้เรื่อยๆ กันอย่างไร
สถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ได้ออกรายงานเรื่อง “ข้อสังเกตและข้อห่วงใยต่อนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม ของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566” ว่า มีนโยบาย อีกจำนวนหนึ่งที่น่าจะสร้างปัญหา ให้ แก่ประเทศในระยะยาว เนื่องจาก ใช้งบประมาณมากเกินกว่าที่ ฐานะทางการคลังของประเทศ จะรองรับได้ มีแนวโน้มว่าจะใช้เงินนอกงบประมาณ หรืออาจสร้างบรรทัดฐาน หรือวัฒนธรรมซึ่งทำลายวินัยของประชาชนในการชำระเงินกู้
เป็นเรื่องปกติที่สนามเลือกตั้ง ที่แต่ละพรรคล้วนชูนโยบาย “ให้มากกว่า-ช่วยมากกว่า” โดยเฉพาะนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่อาจหลุดจากคำว่า ‘สวัสดิการ’ ไปเป็นเพียง ‘เครื่องมือ’ ที่ปลุกเร้าสีสันระหว่าง การเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ยังต้องจับตา และพึงระวังในอนาคตอันใกล้นี้