วันที่ 14 มี.ค. บีบีซีรายงานว่า ผู้นำสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ในฐานะกลุ่มความร่วมมือไตรภาคี “ออคัส” แถลงเห็นพ้องเดินหน้าโครงการเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมเปิดเผยรายละเอียดของแผนสร้างกองเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นใหม่ เพื่อตอบโต้อิทธิพลของจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก
ภายใต้ข้อตกลงออคัส ออสเตรเลียจะซื้อเรือดำน้ำปรมาณูลำแรกของประเทศอย่างน้อยจำนวน 3 ลำจากสหรัฐ และชาติพันธมิตรจะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างกองเรือใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย รวมทั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่บริษัทโรลส์รอยซ์ของอังกฤษผลิตขึ้น ขณะที่คณะผู้แทนจีนประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่าข้อตกลงนี้ทำร้ายสันติภาพและเสถียรภาพ พันธมิตรทั้งสามประเทศทำให้ความพยายามที่จะรณรงค์ระงับอาวุธนิวเคลียร์ประสบความล้มเหลว แต่นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐยืนกรานว่าข้อตกลงนี้มุ่งหวังที่จะส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาคและว่าเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่เรือดำน้ำติดอาวุธนิวเคลียร์
รายงานระบุว่าที่ฐานทัพเรือพอยต์โลมา รัฐแคลิฟอร์เนีย นายไบเดนระบุว่าข้อตกลงจะ ไม่ทำอันตรายต่อพันธกรณีของออสเตรเลียในการเป็นประเทศปลอดนิวเคลียร์ สำหรับออสเตรเลียถือเป็นการยกระดับศักยภาพทางทหาร และกลายเป็นประเทศที่ 2 รองจากอังกฤษที่ได้รับเทคโนโลยีขับเคลื่อนนิวเคลียร์ระดับสูงสุดจากสหรัฐ เรือดำน้ำดังกล่าวจะสามารถปฏิบัติการได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่ากองเรือดำน้ำพลังงานดีเซลในปัจจุบัน และออสเตรเลียจะสามารถทำภารกิจโจมตีศัตรูจากระยะไกลได้เป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ในปี 2570 สหรัฐและอังกฤษจะตั้งฐานทัพเรือดำน้ำขนาดเล็กในเมืองเพิร์ธ รัฐเวสต์เทิร์นออสเตรเลีย ด้านนายอัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียระบุว่า ออสเตรเลียมีค่าใช้จ่ายตามแผนราว 6 ล้านล้านบาทในช่วง 30 ปี ถือเป็นการลงทุนด้านกลาโหมในคราวเดียวที่ใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ