ชำระ ‘บาป’ ฝั่งนรกที่พาราณสี
ฝึกจิต
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เชื่อกันอย่างจริงจังตลอดเวลานับพันปีมาแล้วว่า แม่น้ำคงคา คือ หนทางสู่สวรรค์ ดังนั้น สวรรค์ที่ใกล้โลกมนุษย์ที่สุดของชาวอินเดียจึงอยู่ที่แม่น้ำคงคา คนฮินดูเชื่อว่าแม่น้ำคงคาสามารถล้างบาปให้กับมนุษย์ได้ ถ้าหากได้อาบ ได้ดื่มกินทุกวันก็ถือได้บุญใหญ่ แม้แต่ผู้วายชนม์ หากนำศพไปเผาริมคงคาแล้วโกยเถ้ากระดูกลงสู่แม่น้ำทั้งหมด หรือ ลอยศพลงในน้ำคงคา ก็เชื่อว่าจะได้ขึ้นสู่สรวงสวรรค์
ซึ่งจุดที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์สุดของแม่น้ำคงคา ตามความเชื่อของชาวฮินดู คือ จุดที่แม่น้ำไหลผ่าน “เมืองพาราณสี” เพราะแม่น้ำคงคาของเมืองนี้ มีความพิเศษ คือ น้ำไหลทวนย้อนจากทิศใต้กลับขึ้นไปทางทิศเหนือ ผิดจากแม่น้ำในตลอดทั้งสายที่ไหลจากเหนือไปสู่ใต้ อีกทั้งลำน้ำยังไหลโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว เหมือนกับจันทร์เสี้ยวที่ประดับอยู่บนพระนลาฏของพระศิวะอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ ในคัมภีร์มหาภารตะ จึงสร้างความสำคัญขึ้นว่า “ณ จุดนี้เป็นที่ซึ่งเทวโลก มนุสสโลก และยมโลก มาบรรจบกัน ผู้ใดมาอดอาหารที่นี่หนึ่งเดือน และอาบน้ำตรงนี้ ผู้นั้นจะมองเห็นเทวดาทั้งหลาย”
ทำผู้คนมากมายทั่วอินเดียและคนฮินดูทั่วโลก ปรารถนาจะมาตายและเผาศพที่ริมคงคาในพาราณสีแห่งนี้!!
ในเมืองพาราณสีแบ่งสองฝั่งริมคงคาออกเป็น ฝั่งสวรรค์ และ ฝั่งนรก
ฝั่งสวรรค์ คือ ฝั่งที่มีการสร้างบ้านเรือน เทวสถาน วัดวาอาราม ท่าน้ำ โรงแรม และ ทำกิจกรรมต่างๆ เช่น อาบน้ำชำระล้างบาป ทำอารตีบูชา ทำสุริยนมัสการ ตลอดจนการเผาศพ
ฝั่งนรก คือ สิ่งที่ตรงข้ามแบบสุดขั้ว เพราะเป็นเป็นพื้นที่ราบต่ำ ถูกน้ำท่วมจนจมมิดทุกปี บรรยากาศรกร้าง ไม่มีการสร้างบ้านเรือน ท่าน้ำ วัดวาอาราม สิ่งก่อสร้าง ถาวรวัตถุใด เป็นเพียงหาดทรายกว้างใหญ่ไพศาล
ตามตำนานแล้ว อสูรผู้เป็นศัตรูของพระศิวะจะมาอาศัยอยู่ที่ฝั่งนรก ในขณะที่พระศิวะจะอาศัยอยู่ฝั่งสวรรค์
ดังนั้นฝั่งนรกนี้จึงถูกปล่อยทิ้งรกร้าง และกลายเป็นฝั่งที่ซากศพของคนบางประเภทที่ไม่ถูกเผาไฟ มักลอยมาเกยตื้น ทำให้นกแร้งมาจิกกินซากศพ ยิ่งขับเน้นบรรยากาศให้ฝั่งนรกเป็นเสมือนนรกบนดินยิ่งขึ้นไป
คนฮินดูที่มาเผาศพ ณ ริมแม่น้ำคงคา เมืองพาราณสี จะต้องมาเผาที่ท่าน้ำชื่อว่า มณิกรรณิการ์ ซึ่งเป็นท่าที่เชื่อว่า พระศิวะกับพระนางปาร วตีเคยลงมาสรงสนาน จากนั้นทำต่างหูตกไว้ จึงได้ชื่อว่า มณิกรรณิการ์ มาจากคำว่า “มณีกรรณะ” (Manikarna) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า “ต่างหู”
ท่าน้ำแห่งนี้เอง ที่บันทึกไว้ว่าตามตำราพราหมณ์ว่า พระศิวะได้ประทานไฟศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ สำหรับใช้ส่งร่างผู้วายชนม์ไปสู่อ้อมกอดของพระองค์ จึงเป็นที่มาของ ไฟ 4,000 ปีที่ไม่เคยมอดดับ ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคาเมืองพาราณสี และการเผาศพทุกราย ก็ต้องใช้ไฟจากไฟของพระศิวะที่รักษากันมายาวนานนับพันปีนี่เอง
แต่ก็มิใช่ว่าทุกคนสามารถมาเผาศพที่นี่ได้! เพราะท่ามณิกรรณิการ์ ถือเป็นท่าศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสงวนไว้เฉพาะชาวฮินดูที่มีวรรณะเท่านั้น คนนอกวรรณะจะมาเผาไม่ได้ คือ เผาได้เฉพาะคนในวรรณะกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ส่วนคนจัณฑาล ถือเป็นคนนอกวรรณะ มาเผาที่นี่ไม่ได้ และ คนศาสนาอื่น เช่น ชาวเชน ชาวพุทธ ก็เผาที่ท่าน้ำแห่งนี้ไม่ได้ เช่นกัน ต้องไปเผาอีกท่าหนึ่ง คือ ท่าหริจัณฑฆาต ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ท่าเผาศพของเมืองพาราณสี
สำหรับฝั่งนรกของเมืองพาราณสี ก็มิใช่ว่าทุกคนจะมองว่าเป็นฝั่งนรกไปเสียหมด หากแต่มีพราหมณ์ชั้นสูงกับคนหัวใหม่บางพวกที่เห็นว่า เรื่องฝั่งนรก เป็นเพียงความเชื่อ จึงพากันมาอาบน้ำชำระบาปกันที่ฝั่งนี้แทน เพราะเขามองว่า ฝั่งนี้ใกล้ดวงอาทิตย์ยิ่งกว่า ดังนั้นไม่ว่าจะมีอาถรรพ์ใด หรือ มีความชั่วร้ายใด ก็ย่อมพ่ายแพ้ต่อแสงแห่งพระ สุริยเทพไปจนหมดไม่มีเหลือ อีกทั้งฝั่งนี้ยังมีผู้คนมาอาบน้อยกว่ามาก ดังนั้นการมาอาบฝั่งนี้ย่อมสามารถใกล้ชิดองค์ทวยเทพโดยไม่ต้องแย่งกับใคร และที่สำคัญบุคคลชั้นผู้นำที่อดีตเคยเชื่อว่าเป็นอวตารของพระวิษณุ อย่างพระเจ้าพรหมทัต กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองพาราณสี ก็ยังมาปลูกสร้างวังและอาศัยอยู่บนฝั่งด้านนี้ บริเวณตอนใต้สุดของเมืองมาโดยตลอด อีกด้วย!
ปัจจุบัน นอกจากจะมีคนมาอาบน้ำบนฝั่งนรก ยังมีคนมาทำพิธีสารทอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตายบางประเภท และประมาณ 4-5 ปีมานี้เอง ก็มีการนำอูฐ นำม้า มาให้นักท่องเที่ยวได้ขี่ชมหาดทรายเพิ่มเติมกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองพ่วงเข้ามาอีก อีกทั้งล่าสุดในปีนี้ ทางการได้มาตั้งเต็นท์ที่พักสุดหรู เปิดขายแพ็กเกจให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไปเสพบรรยากาศบนหาดทรายริมแม่น้ำคงคาเพื่อดูดทรัพย์ให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วย
อาจเพราะผู้คนข้ามมาทำกิจกรรมฝั่งนี้กันมากขึ้น จึงทำให้ซากศพ ชิ้นส่วนของศพ ที่เคยมีอยู่ ได้อันตรธานไปจากหาดทรายฝั่งนรกบริเวณนี้จนไม่มีเหลืออยู่อีกเลย
สำหรับพวกเราชาวพุทธ ยังดีว่าเรามิต้องถ่อไปอาบน้ำชำระบาปถึงเมืองพาราณสี และไม่ต้องไปนั่งคิดหนักเลือกว่าจะไปฝั่งนรกหรือฝั่งสวรรค์ เพราะการชำระบาปของเรามิใช่การอาบน้ำใดๆ หากแต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ต้องเป็นการงดเว้นจากความประพฤติทุจริตกาย วาจา ใจ และ ประพฤติสุจริตกาย วาจา ใจ ถึงจะทำให้บริสุทธิ์หมดจดได้อย่างแท้จริง!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐