นเรศวรนิพนธ์ : การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง
โดย ปิยวัฒน์ สีแตงสุก
บุ๊กสโตร์
สมเด็จพระนเรศวรมหาราชในความทรงจำของคุณเป็นอย่างไร
คล้ายๆ กับ “เรื่องเล่า” ที่เราคุ้นเคยกันหรือไม่?
…วีรบุรุษ ประกาศอิสรภาพ ทำยุทธหัตถี…
คือเรื่องเล่ากระแสหลักที่เรารับรู้มาจากงานเขียนของ “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” อย่างสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่องพระประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งเป็นเรื่องเล่าที่ไหลเวียนอยู่ในสายธารความรู้ของคนไทยมาเป็นเวลายาวนาน เพราะเราต่างถูกปลูกฝังให้เรียนรู้พระราชประวัติของพระองค์ตั้งแต่พวกเรายังเล็กผ่านแบบเรียนสังคมศึกษาและประวัติศาสตร์ของไทย
รายละเอียดเรื่อง ปม บรรยากาศ ฉากเหตุการณ์ต่างๆ ใน พระประวัติของพระองค์ยังถูกนำไปต่อยอดแปรรูปเป็นสื่อหลากรูปแบบ เช่น อนุสาวรีย์ หนังสือ เรื่องเล่าชาวบ้าน และภาพยนตร์ ซึ่งสื่อเหล่านี้เองที่รัฐไทยนำมาเป็นเครื่องมือหล่อหลอม “อุดมการณ์ราชาชาตินิยม” แก่คนไทยนับแต่ยุคสงครามเย็นจนถึงหลังรัฐประหาร 2557
“เรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวร” ถูกสถาปนาเป็นเรื่องเล่าในประวัติศาสตร์ชาติไทย ทำหน้าที่กล่อมเกลาและค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในโลกทัศน์คนไทย ก่อร่างความหมายของชาติและกษัตริย์ ตลอดจนทำนุบำรุงสิ่งที่เรียกว่า “ประวัติศาสตร์แบบราชาชาตินิยม” ขึ้นมาได้อย่างแยบยล หนังสือเล่มนี้จึงจะพาไปถกถาม สนทนาและถอดรหัสเบื้องหลังเรื่องเล่าที่ซุกซ่อนและทำงานอยู่อย่างที่เราอาจไม่รู้เนื้อรู้ตัว ดังที่ “ปิยวัฒน์ สีแตงสุก” ได้เขียนเอาไว้บางส่วนในคำนำว่า
“เนื้อหาในเล่มนี้ไม่ใช่การบอกว่า จำนวนอนุสาวรีย์สมเด็จ พระนเรศวรนั้นมีเท่าไร หรือการฟันธงไปว่า เรื่องไหนจริง/ไม่จริงใน ประวัติศาสตร์ แต่สิ่งที่จะได้พบคือ เรื่องเล่าของสมเด็จพระนเรศวร ผ่านการสั่งสม ผลิตซ้ำ และเผยแพร่สู่วงกว้างมายาวนาน ตั้งแต่ยังอยู่ในหน้ากระดาษกระทั่งมาสู่อนุสาวรีย์ และต่อยอดไปในสื่อรูปแบบ ต่างๆ อีกทั้งเป็นเรื่องเล่าที่แยกไม่ขาดจากกองทัพ และสัมพันธ์กับสถาบันกษัตริย์จนมิอาจละเลยการศึกษาถึงได้”

พบกับเนื้อหาภายในทั้งหมด 7 บท ดังนี้
(1) “ประวัติศาสตร์นิพนธ์” ของสมเด็จพระนเรศวร ไม่ใช่ “ประวัติ ศาสตร์” สมเด็จพระนเรศวร
(2) จากกษัตริย์อยุธยาสู่กษัตริย์อยุธยาของรัตนโกสินทร์
(3) ประวัติศาสตร์ อัน “ดำรงราชานุภาพ” เรื่องเล่าฉบับพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย
(4) สองนครายุทธหัตถี : จากเรื่องเล่าบนหน้ากระดาษสู่การสถาปนาอนุสาวรีย์
(5) หลั่งทักษิโณทกกลางสนามรบสีแดงฉานวีรมหาราชกับ “คอมมิวนิสต์” อธิราชศัตรู
(6) สู่ “พื้นที่ใหม่” หลังสงครามเย็นและการผลิตซ้ำผ่านวัฒนธรรมมวลชน
(7) บทสรุป(ไม่)ท้ายสุด
ประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรมีความเป็นมาอย่างไร
“เรื่องเล่า” ในประวัติศาสตร์สมเด็จพระนเรศวรกำลังทำงานอย่างไรต่อเราในปัจจุบัน
ไม่ว่า “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ในความทรงจำของคุณเป็นแบบไหน
คล้ายๆ กับ “เรื่องเล่า” ที่เราคุ้นเคยกันหรือไม่
เล่มนี้จะชวนคุณสนทนาและถกถามต่อเรื่องเล่าเหล่านี้ในหลากด้านมากยิ่งขึ้น
นเรศวรนิพนธ์ : การเมือง อนุสาวรีย์ และประวัติศาสตร์เรื่องแต่ง
ผลงานโดย ปิยวัฒน์ สีแตงสุก
384 หน้า ราคา 350 บาท
ทดลองอ่านได้ที่ : http://bit.ly/3L2ZW0D
พบกับหนังสือเล่มนี้ได้ที่ “บูธ M49” สำนักพิมพ์มติชน
งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 51 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 21
วันที่ 30 มีนาคม-9 เมษายน 2566
ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
‘ปีศาจ-ความรักของวัลยา’
หลังปากกา‘เสนีย์ เสาวพงศ์’
“…หลังปากกาคือคน หลังคนที่เขียนอยู่ก็คือสังคมที่เขาอยู่ สิ่งที่สะท้อนออกมาจึงเป็นลักษณะทางสังคมและผลผลิตทางสังคม” เสนีย์ เสาวพงศ์
จาก “ศิลปะการประพันธ์ในทัศนะของเสนีย์ เสาวพงศ์”
“เสนีย์ เสาวพงศ์” เป็นนามปากกาของ “ศักดิชัย บำรุงพงศ์” มีชื่อเดิมว่า “บุญส่ง” เขาเป็นลูกชาวนาจากบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
“ศักดิชัย บำรุงพงศ์” สนใจการเขียนหนังสือตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน เส้นทางการเขียนของเขาค่อยๆ ก่อร่างและดำเนินไป โดยเขาเริ่มชีวิต “เขียนหนังสือ” ด้วยการเป็นนักหนังสือพิมพ์ เขียนคอลัมน์และแปลข่าวต่างประเทศให้หนังสือพิมพ์ศรีกรุงและสยามราษฎร์ คอลัมน์ที่เขียนชื่อว่า “ศรีกรุงจาริก” ใช้นามปากกาว่า “โบ้ บางบ่อ” และเมื่อทำงานกับหนังสือพิมพ์สุวรรณภูมิ เขาก็รับหน้าที่ทำข่าวต่างประเทศ และเริ่มเขียนเรื่องสั้นโดยใช้นามปากกา “สุจริต พรหมจรรยา”
มีนามปากกาในวงการนักเขียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โบ้ บางบ่อ, สุจริต พรหมจรรยา, กรัสนัย, โปรชาติ, คมนศานติ, วัลยา ศิลปวัลลภ, สีปอย อ่องคำ, แทน นราธร, หนานสีมา และนามปากกา ที่นักอ่านจดจำได้มากที่สุดคือ “เสนีย์ เสาวพงศ์”

ใช้นามปากกา “เสนีย์ เสาวพงศ์” เป็นครั้งแรกในการเขียนเรื่องสั้นชื่อ “เดือนตกในทะเลจีน” แต่เรื่องที่ทำให้นามปากกา “เสนีย์ เสาวพงศ์” เป็นที่รู้จักกันแพร่หลายคือ “ชัยชนะของคนแพ้” นวนิยายเรื่องแรกซึ่งเขียนเมื่อเข้ารับราชการในกระทรวงต่างประเทศแล้ว โดยขณะรับราชการเขาก็ยังคงเขียนอย่างต่อเนื่อง
ผลงานของ “ศักดิชัย บำรุงพงศ์” มีมากมายหลากแนว ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น เรื่องแปล กวีนิพนธ์ คอลัมน์ หรือแม้แต่แบบเรียน โดยผลงานเล่มสำคัญที่อาจเรียกได้ว่าเป็นเสมือน “อมตะนิยายของสามัญชน” ที่สร้างชื่อและจารจารึกชื่อของ “เสนีย์ เสาวพงศ์” เอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของวงการวรรณกรรมไทย คือ นวนิยายเรื่อง “ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา”
สำหรับ “ปีศาจ” นับเป็นวรรณกรรมที่ฉายให้เห็น “การต่อสู้” ทางความคิด อันเป็นการปะทะกันระหว่าง “โลกเก่า” กับ “โลกใหม่” ชี้ชวนให้เห็นถึง “ช่องว่าง” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในยุคนั้น และยังทรงอิทธิพลต่อความคิดของคนหนุ่มสาวในช่วงยุค 14 ตุลาฯ เป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันแม้เกิดขึ้นในยุคหนึ่งๆ แต่วรรณกรรมเรื่องนี้กลับยังคงทรงอิทธิพลต่อความนึกคิดของผู้คนในยุคสมัยต่อมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนผลงานอันยอดเยี่ยมอีกเล่มหนึ่งคือ “ความรักของวัลยา” วรรณกรรมชิ้นเอกที่พาท่องไปในแง่มุมความรักที่ก่อร่างขึ้นในห้วงเวลาซึ่งชีวิตของผู้คนกำลังเคลื่อนไหวไปผสานกับความหวัง ความฝัน และอุดมการณ์
ถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของ “วัลยา” นักศึกษาสาวผู้รักในศิลปะและมวลชน กับบรรดาเพื่อนวัยหนุ่มสาวต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา ต่างวัย ต่างอาชีพ ต่างสถานะ ต่างทรรศนะ ณ ใจกลางเมืองปารีส มหานครแห่งชีวิต มหานครอันเป็นศูนย์กลางจิตวิญญาณแห่งการปฏิวัติและความเท่าเทียม
อ่านสังคมที่ซ่อนอยู่หลังปลายปากกาของ “เสนีย์ เสาวพงศ์”
“ปีศาจ” และ “ความรักของวัลยา” ได้ที่ >> https://linktr.ee/matichonbook
ร่วมเดินทางในโลกอักษร มองลอดม่านความหมาย เพื่อสำรวจสังคมที่ถูกเสนอจากปากกาของนักเขียนอีกมากมายไปพร้อมกัน
ใน “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 51 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติครั้งที่ 21”
บูธ M 49 สำนักพิมพ์มติชน
วันที่ 30 มีนาคม-9 เมษายน 2566
ณ ฮอลล์ 5-7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์