ในการสืบสวนคลี่คลายคดี โดยเฉพาะคดีฆาตกรรม ศพของเหยื่อถือเป็นองค์ประกอบสำคัญเพราะหากไม่มีศพ ย่อมยาก จะพิสูจน์ว่าเหยื่อเสียชีวิตแล้วหรือเป็นเพียงบุคคลสูญหาย
ย้อนไปเมื่อวันที่ 13 มี.ค. ภายหลัง พล.ต.ต.สมชาย ซื่อต่อตระกูล ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช พร้อม พ.ต.อ.วีระศักดิ์ ศรีทอง ผกก.สภ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช และตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เจ้าหน้าที่กองกำกับการ 5 กองปราบปราม เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน พร้อมแพทย์และเจ้าหน้าที่มูลนิธิประชาร่วมใจเข้าตรวจสอบเหตุ ป่ากลางหุบเหวบนเขา หลังสำนักสงฆ์เขาล้อม หมู่ 7 ต.พรหมโลก อ.พรหมคีรี หลังได้เบาะแสว่าเป็นจุดฆ่าฝังน.ส.สุดารัตน์ อรรถวิจิตต์ อายุ 42 ปี ซึ่งหายตัวมานานร่วม 1 เดือน
เส้นทางที่ไปเจ้าหน้าที่ต้องนั่งจยย.ไต่ขึ้นไปตามหุบเขาสูงชัน ก่อนจะเดินเท้าเข้าไปยังที่เกิดเหตุกลางหุบเหวริมห้วย พบหลุมฝังศพที่มีร่องรอยขุดไม่นาน เมื่อขุดลงไปในดินลึกราว 1 เมตรก็พบศพ น.ส.สุดารัตน์ฝังอยู่ในหลุมดังกล่าว

ตร.เก็บหลักฐานจุดฝัง
สภาพศพอยู่ในชุดเดรสสีเหลืองนอนตะแคงในหลุม ถูกห่อด้วยผ้าห่มผืนใหญ่ โดยใช้เวลากู้ศพนานหลายชั่วโมงก่อนจะนำศพขึ้นมาได้ เบื้องต้นศพอยู่ในสภาพเน่าเปื่อย แพทย์ไม่สามารถระบุบาดแผลและเวลาที่ชัดเจนได้
เจ้าหน้าที่นำศพไปชันสูตรเบื้องต้นที่ร.พ.พรหมคีรี พบว่าที่ลำคอมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดฝังอยู่ 1 หัว จึงนำศพผู้ตายส่งต่อไปยังศูนย์นิติเวช ร.พ.มหาราชนครศรีธรรมราช เพื่อชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง
คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ญาติของน.ส.สุดารัตน์เข้าแจ้งความกับตำรวจสภ.ช้างกลางว่า เจ้าตัวหายออกจากบ้านไปพร้อมรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ตั้งแต่วันที่ 13 ก.พ. สงสัยว่าจะเกิดเหตุร้าย

จุดฝังศพ
หลังรับแจ้งตำรวจลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านของน.ส.สุดารัตน์ ที่หมู่ 17 ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมตรวจสอบประวัติพบว่าเจ้าตัวเป็นภรรยาของนายเอกรินทร์ อำลอย เอเยนต์ค้ายาบ้า รายใหญ่ในพื้นที่ซึ่งถูกจับกุมไปเมื่อปลายปี 64 ต่อมากลุ่มค้ายาเสพติด ได้ติดตามน.ส.สุดารัตน์เพื่อให้ชดใช้ค่ายาเสพติดที่สามีถูกจับไป
ขณะที่การตรวจสอบภาพวงจรปิดของผู้ต้องหา พบผู้ต้องสงสัย ซึ่งคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ราย ประกอบด้วย นายสุขพินันท์ อายุ 46 ปี นายบุญยืน อายุ 46 ปี ชาว อ.ช้างกลาง และอีกคนคือ นายธนวิชญ์ อายุ 43 ปี ชาว อ.นาบอน

น.ส.สุดารัตน์ อรรถวิจิตต์ เหยื่ออุ้มฆ่า
ต่อมาตำรวจตามจับนายสุขพินันท์ และนายบุญยืนได้ ส่วนนายธนวิชญ์ทนแรงกดดันไม่ไหวจึงเข้ามอบตัว โดยทั้ง 3 คนถูกตั้งข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ บุกรุกเคหสถาน” แต่ในส่วน ของคดีอุ้มน.ส.สุดารัตน์ หลักฐาน ยังคงสาวไปไม่ถึง และที่สำคัญยังไม่อาจสรุปได้ว่าน.ส.สุดารัตน์เสียชีวิตไปแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ หลังถูกจับทั้งหมดจึงได้รับการประกันตัวออกมาสู้คดี
ชุดสืบสวนตามแกะรอยสืบสวนอย่างไม่ลดละ กระทั่งผ่านมา 1 เดือนก็ได้พยานบุคคลที่ให้ข้อมูลว่าน.ส.สุดารัตน์ถูกฆ่าตายแล้ว โดยศพถูกนำไปฝังดินเอาไว้กลางหุบเหวบนเขา หลังสำนักสงฆ์เขาล้อม หมู่ 7 ต.พรหมโลก อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช จนนำมาสู่ การนำกำลังไปตรวจสอบจนพบศพตามที่พยานให้การ
ใช่ว่ามีแค่ตำรวจที่ตามแกะรอยคดี แต่ฝ่ายผู้ต้องสงสัยก็คอยสืบข่าวอยู่ตลอดเช่นกัน โดยพลันที่ได้ข่าวว่าตำรวจพบศพแล้ว ทั้งหมดก็เผ่นหนี ออกจากพื้นที่ทันที
พล.ต.ต.สมชาย ซื่อต่อตระกูล ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า น.ส.สุดารัตน์ผู้ตายหายออกจากบ้านไปร่วม 1 เดือนจากพื้นที่ อ.ช้างกลาง จนกระทั่งมาพบศพอยู่ที่นี่ คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีข้อมูลอยู่ทั้งหมดแล้ว ส่วนสาเหตุน่าจะมาจากความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่องสิ่งผิดกฎหมาย

ศพส่งนิติเวชชันสูตร
ส่วนรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ของน.ส.สุดารัตน์ที่หายไปพร้อมกัน เจ้าหน้าที่ได้ออกตามหาจนพบอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี แต่ตอนนั้นยังไม่มีหลักฐานว่าเกิดเหตุร้ายหรือไม่ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบสวนจนเชื่อว่ามีการฆ่าน.ส.สุดารัตน์ โดยมีผู้ร่วมก่อเหตุอย่างน้อย 3 คน
ส่วนสาเหตุเจ้าหน้าที่ยังคงตั้งประเด็นเดิมคือเรื่องที่สามีของน.ส.สุดารัตน์ ผู้ค้ารายใหญ่ถูกจับกุมและค้างหนี้ในขบวนการค้ายาจึงมีการติดตามทวงหนี้จากน.ส.สุดารัตน์ จนเป็นมูลเหตุในการอุ้มและฆ่าฝังดินดังกล่าว
แม้จะดูเหมือนตำรวจทำงานหละหลวม ปล่อยให้ผู้ต้องหาหลบหนี แต่เมื่อเป็นขั้นตอนของกฎหมายเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตาม เพราะหากข้ามขั้นตอนอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้ผู้ต้องหาหลุดคดีได้
สุเชษฐ์ แรกรุ่น – เรื่อง/ภาพ