อย่าปล่อยให้รู้ตัวเมื่อสาย!
ฝึกจิต
สํานักข่าวเดลี่เมล์ของประเทศอังกฤษ ได้ออกสัมภาษณ์คนอายุเกิน 60 ปี เป็นจำนวนมาก ด้วยคำถามว่า “ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา รู้สึกเสียดายอะไรมากที่สุด และหากย้อนเวลากลับไปได้จะแก้ไขอย่างไร” ซึ่งคำตอบของคนส่วนใหญ่ที่ปรากฏออกมาเรียงตามลำดับได้ดังนี้
1. ถ้าย้อนเวลากลับได้ จะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่และดูแลท่านให้มากกว่านี้ เพราะพ่อแม่คือผู้ที่รู้จักเราดี หวังดีต่อเรา พร้อมยืนเคียงข้างเราอยู่เสมอ และให้ความรักเราไม่เคยเปลี่ยน เมื่อเราได้เติบโตขึ้นจึงทำให้เรารับรู้ว่าสิ่งที่พ่อแม่พูดนั้น ควรค่าแก่การเชื่อฟังอย่างยิ่ง
2. จะทำสิ่งที่อยากทำ เพราะเสียดายเวลาและโอกาสที่เคยผ่านมา ตอนมีกำลังวังชากลับไม่กล้าทำ ไม่กล้าตัดสินใจ มัวแต่ห่วงกังวล ลังเล กลัวล้มเหลว ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง พอถึงอายุ 60 จึงตระหนักว่า ความล้มเหลวหนักที่สุดของมนุษย์ คือ “การไม่ ลงมือทำ”
3. จะพูดคำว่ารักให้มากขึ้น และจะไม่ใช้วาจาทำร้ายจิตใจคนที่รักอีกโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นกับพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย พี่น้อง ลูกหลาน หรือ สามีภรรยา เพราะบางทีหลงนึกไปเองว่า เราทำอะไรให้ตั้งมากมาย ควรจะรู้ได้จากการกระทำ แต่ตราบใดที่เราไม่พูดคำว่ารักและห่วงใยออกมาให้ชัดเจน ก็ยังดูเหมือนคนใจแข็ง ไม่ยอมเปิดใจ คนรอบข้างก็จะขาดความมั่นใจ และยิ่งการใช้คำพูดทำร้ายจิตใจ มันอาจต้องทำให้เสียใจไปตลอดชีวิตทั้งผู้พูดและผู้ฟัง
4. จะเปลี่ยนงานหากงานที่ทำมันบั่นทอนจิตใจงานหนักเกินไป ถูกเอาเปรียบมากเกินไป โดนบีบคั้นมากเกินไป หรือเกิดปัญหาอื่นๆ ที่ให้ความสุขในชีวิตหายไป คนวัยเกิน 60 บอกว่า นึกไม่ออกว่าทำไมไม่หางานใหม่ทำ ทำไมต้องทนอยู่แบบนั้นจนเกษียณ ทั้งที่เปลี่ยนงานแล้วจะมีความสุขขึ้น ถึงแม้การเงินอาจจะมั่นคงน้อยลงก็ตาม แต่ที่สุดเป้าหมายของชีวิตก็คือความสุข ไม่ใช่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างทรมาน
5. จะไม่ยอมเสียเวลาไปกับการกังวลเรื่องต่างๆ อีกต่อไป เพราะมีแต่ความเครียด กังวล คิดมาก จนทำให้ชีวิตสูญเสียโอกาสและสิ่งดีไปมากมาย และการคิดกังวลสารพัด ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยนอกจากเสียเวลา บั่นทอนสุขภาพ ที่สำคัญทุกเรื่องก็มักจบลงได้ด้วยตัวของมัน โดยที่ความกังวลของเราไม่ได้ทำให้เรื่องดีขึ้นหรือแย่ไปกว่าเดิม
เหล่านี้คือสิ่งที่ ‘รู้ตัวเมื่อสาย’ ของคนเป็นอันมากหลังจาก มีอายุพ้นวัยทำงาน ซึ่งเชื่อว่าไม่ใช่เฉพาะเพียงชาวอังกฤษเท่านั้น แต่น่าจะเป็นทั่วทั้งโลก โดยเหตุผลอันดับ 1 ที่คนส่วนใหญ่ เลือกตอบ สะท้อนให้เห็นถึงความผิดหวัง ความเสียดาย ของการไม่รักษาสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
ดังนั้น ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา จึงเชิดชูความ กตัญญู การเคารพบุพการี และการตอบแทนคุณพ่อแม่ไว้อย่างสูง จนยกให้เป็นยอดแห่งมงคลพร้อมทั้งสอนวิธีปฏิบัติต่อพ่อแม่ไว้อย่างน้อย 5 ประการ คือ คอยดูแลเอาใจใส่ อย่ามัวแต่ห่วงเรื่องตัวเอง แล้วทิ้งพ่อแม่ไว้อย่างไม่เหลียวแล, ประพฤติตัวให้เป็นคนดี, สร้างความภาคภูมิใจให้สมกับที่สืบทอดตระกูล, ทำงานแทน และชักชวนเข้าหาการปฏิบัติธรรม
และด้วยความที่พ่อแม่ลูก คือ ‘คน’ มีความคิดจิตใจและความรู้สึกแตกต่างกัน ก็ย่อมมีกระทบกันเป็นของธรรมดา แต่หน้าที่ของผู้เป็นลูกไม่ใช่การเถียงคอเป็นเอ็น ตอบโต้ หรือ โมโหเกรี้ยวกราดใส่ เพราะนั่นเป็นการเสียความดี เสียคุณธรรม เสียบุญเกื้อหนุนตนเองจนทำให้หาความเจริญไม่เจอ และที่สำคัญ คือ ต้องเสียใจเมื่อสายเกินไป
หลักการของพระพุทธศาสนา เน้นให้ทรงไว้ซึ่งความดีอยู่ทุกขณะใน ทาน ศีล ภาวนา พร้อมทั้งกล่าวถึงหน้าที่ที่ควรมีปฏิสัมพันธ์ต่อโลก ทั้งการปฏิบัติต่อพ่อแม่พี่น้อง สามีภรรยา ลูกหลาน ญาติมิตร และบริวาร เพื่อไม่ทำชีวิตให้สูญเปล่า และเกิดความรู้สึกเสียใจในภายหลัง
ชาวพุทธถ้าสามารถสร้างชีวิตให้มีธรรมะได้ ความเสียใจและคำว่ารู้ตัวเมื่อสาย จะไม่เกิดขึ้นแม้แต่ประการเดียว เช่น คำตอบประการที่ 2 ของคนทั่วไปในยามแก่เฒ่า คือ ความเสียดายโอกาสในชีวิต เพราะความกลัว ความลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ แต่นิยาม ของชาวพุทธ คือ ทุกคนสามารถเป็นผู้ที่ปราศจากความกลัวเกรงต่อสิ่งใดได้ เพียงทรงไว้ซึ่งความดีใน ทาน ศีล ภาวนา เพราะสิ่งนี้เรียกว่าบุญ บุญจะกลายเป็นความมั่งคง และสร้างความมั่นใจ ทำให้ไม่หวั่นไหวต่อแรงสั่นสะเทือน หรือย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ พร้อมทั้งผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเข้มแข็ง
ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องยากเย็นเพียงไร จะร้อยคนพลาด หมื่นคนไม่สำเร็จก็มิได้หมายความว่าคนมีบุญจะต้องพลอยกระทำไม่สำเร็จตามไปด้วย
การพยายามรักษาความดีไว้ทุกลมหายใจนี่เอง ที่จะช่วยไม่ให้เราต้องเสียใจในภายหลังอีกตลอดไป
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐