ผลพวงจากกรณีธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใส่เกียร์เดินหน้า ขึ้นดอกเบี้ยเต็มสูบ เพื่อสกัดอัตราเงินเฟ้อ ได้เห็นผลสะท้อนในช่วงต้น-กลางเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ที่ธนาคารในสหรัฐ อย่างน้อย 3 แห่ง ต้องเจอกับวิกฤต ทยอยปิดตัวลง

ไล่เรียงมาตั้งแต่กรณี Silvergate Bank ที่ให้บริการกับ ผู้ใช้สกุลเงินดิจิทัล ประสบปัญหาขาดทุนกว่าพันล้านเหรียญสหรัฐ มาต่อที่กรณีธนาคารซิลิคอน วัลเลย์ แบงก์ (SVB) ซึ่งเป็นธนาคารใหญ่อันดับ 16 ของสหรัฐ เน้นสินเชื่อ ผู้ประกอบการสตาร์ตอัพ ต้องปิดตัวลง หลังเสนอขายหุ้นพยุงงบขาดทุนจากภาวะอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น จนเกิด ภาวะ “แบงก์รัน” ลูกค้าแห่ถอนเงิน

ถึงกรณีที่ธนาคารซิกเนเจอร์ แบงก์ (Signature Bank) ในนิวยอร์ก ที่เจาะกลุ่มตลาดคริปโต ซึ่งถูกสั่งปิดไปเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้คนไม่สามารถเข้าถึงเงินฝากมูลค่าหลายพันล้าน ดอลลาร์สหรัฐ

จนถึงกรณีล่าสุดอย่าง ธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่สุดอย่าง Saudi National Bank ประกาศไม่ลงทุนเพิ่ม

ทำเอาปั่นป่วนกันทั่วโลก กระทบชิ่งประเทศไทยลากตลาดหุ้นร่วงระเนระนาด ติดลบ 49.18 จุด เมื่อวันที่ 14 มี.ค.

วิกฤตแบงก์ในประเทศผู้นำระดับโลกล้มต่อเนื่องเป็นโดมิโน ย่อมสร้างความตื่นตัวให้ทั้งกับรัฐบาลทุกประเทศทั่วโลก แม้ว่า ทางการสหรัฐและสวิตเซอร์แลนด์ จะออกมา “เทกแอ๊กชั่น” ได้ทันท่วงที ทั้งการตั้งกองทุนเพื่อมาดูแลลูกค้าของธนาคารที่ประสบปัญหา และธนาคารกลางสวิตเซอร์แลนด์เป็นวงเงิน 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นสภาพคล่องให้กับธนาคาร

ขณะที่คำถามที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศไทย “วงล้อมของปัญหา” จะมาตีกินซ้ำเติม เศรษฐกิจไทย ที่เพิ่งจะกำลังยันขายืนขึ้น หลังจากวิกฤตโควิด-19 หรือไม่ โดยเฉพาะภาคการส่งออก ที่ดูจะออกอาการไม่ดีแม้จะมี ท่องเที่ยวมาเป็นทัพหน้าแล้วก็ตาม เป้าหมายการขยายตัว ที่บรรดาหน่วยงานเศรษฐกิจหลักที่ยืนไว้ที่ 3-4% จะเข้าเป้าหรือไม่ ซ้ำหนักสุด เงินฝากบัญชีในธนาคารไทย จะยังคงปลอดภัย อยู่ดีเพียงพอรับมือกับภาวะ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่แทบจะเป็นฉากเดียวกันในเศรษฐกิจโลก

โดยนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ยืนยันว่า มีการติดตามประเด็นดังกล่าวอย่างใกล้ชิด

“จากการรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าสถาบันการเงินของไทยยังมีความเข้มแข็งพอ มีการลงทุนจากกรณีสถาบันการเงินที่ปิดตัวไป คิดเป็นมูลค่าแค่ 2 ล้านบาทเท่านั้น แต่จะห้ามให้คนตกใจก็ทำไม่ได้ เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นแพร่เป็นวงกว้าง โดยวิกฤตธนาคารในสหรัฐครั้งนี้ยังไม่เท่ากับวิกฤตปี 2551 หรือแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส และเราเองก็ประสบปัญหาตอนวิกฤตปี 2540 มาก่อน จึงมีเกราะป้องกันปัญหาที่เข้มแข็งเพียงพอ”

นอกจากนี้ จากข้อมูลในเบื้องต้นทราบว่าสถาบันการเงินหรือกองทุนต่างๆ ของไทยไม่ได้มีธุรกรรมกับ 2 ธนาคารนี้ เช่น กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ดังนั้นจึงไม่น่า จะมีปัญหาอะไร ไม่มีผลกับระบบการเงินของไทย

ด้าน น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. ระบุว่า ธปท. ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวใกล้ชิด และประเมินว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ ข้างต้นต่อระบบการเงินไทยมีจำกัด จากธุรกรรมของภาคธนาคารและกองทุนประเภทต่างๆ ที่อยู่ในระดับต่ำ

ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากลที่เข้มงวด โดยบังคับใช้เกณฑ์ด้านเงินกองทุนและสภาพคล่องกับธนาคารทุกแห่ง ขณะที่บางประเทศ เช่น สหรัฐ จะเน้นการกำกับดูแลที่เข้มงวดกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญเป็นหลัก แต่ธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและเล็กการบังคับใช้เกณฑ์บางอย่าง เช่น เกณฑ์สภาพคล่อง จะไม่เข้มงวดเท่า

ในปัจจุบัน ภาพรวมระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมีความมั่นคง ข้อมูล ณ สิ้นปี 2565 ระบบธนาคารพาณิชย์ไทย มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) 19.4% สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดที่ 8.5% โดยส่วนใหญ่เป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common Equity Tier 1: CET1)

นอกจากนี้ สินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage ratio : LCR) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 197.3% และ มีหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL ratio) ในระดับต่ำที่ 2.73%

ขณะที่เงินสำรองต่อหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL Coverage ratio) สูงถึง 171.9% ซึ่งถือเป็นสถานะที่ดีกว่าช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 นอกจากนี้ ยังมีฐานลูกค้าทั้งในฝั่ง สินเชื่อและเงินรับฝากที่กระจายตัวไปในกลุ่มรายย่อย ภาคธุรกิจ และ SMEs

สำหรับตลาดการเงินโลกยังเห็นความกังวลของนักลงทุนอยู่บ้าง สะท้อนจากราคาหุ้นกลุ่มธนาคารที่ยังผันผวนสูง และราคาในการประกันความเสี่ยงของภาคธนาคารที่เพิ่มขึ้น ส่วนตลาดการเงินไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยตลาดโลกข้างต้นจำกัด จากความเชื่อมโยงที่ต่ำต่อกลุ่มธนาคาร ที่ประสบปัญหา

ขณะที่ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน มองว่า เรื่องนี้กระทบกับเศรษฐกิจโลก ผลกระทบที่จะเกิดกับประเทศไทยนั้นมีจำกัด ส่วนที่จะกระทบก็คือ ภาคการส่งออกเนื่องจากเศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบในภาพรวม

“ผลกระทบไม่ได้เกิดกับภาคการเงินของไทย เนื่องจากปัจจุบันไทยมีหนี้ต่างประเทศน้อยมาก ต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 ที่ตอนนั้นเรามีหนี้ต่างประเทศจำนวนมาก หลังวิกฤต ครั้งนั้นไทยก็เรียนรู้ที่จะไม่ให้เกิดวิกฤตขึ้นอีก”

ด้าน น.ส.ธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กลับมองว่า วิกฤตธนาคารขนาดกลางและเล็กของสหรัฐมีโอกาสจะยืดเยื้อต่อ เนื่องจากตราบใดที่ธนาคารที่ถูกจับตามองยังไม่ได้แก้ปัญหางบดุล เช่น การกระจุกตัวของ เงินฝาก หรือการบริหารความเสี่ยง อัตราดอกเบี้ย ก็จะยังทำให้ผู้ฝากเงินขาดความมั่นใจ

นอกจากนี้ การที่ทางการสหรัฐ จะเข้ามาซื้อกิจการในธนาคารที่ประสบปัญหา คงต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเช่นกัน

ซึ่งสุดท้ายแล้ว ธนาคารที่เป็นประเด็นก็อาจหลีกเลี่ยงการปิดตัวลง ได้ยาก แต่ทั้งนี้ เชื่อว่าการที่ธนาคารกลางสหรัฐ และธนาคารกลางชาติ อื่นๆ เข้ามาดูแลสภาพคล่องของ ระบบได้อย่างรวดเร็วน่าจะช่วยยับยั้งไม่ให้ลุกลามบานปลายจนกลายเป็นวิกฤตการเงินโลกเหมือนเช่นวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้

ส่วนผลกระทบของปัญหาวิกฤตธนาคารในต่างประเทศต่อในไทยนั้น น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เชื่อว่า อยู่ในกรอบจำกัด เพราะธนาคารไทยมีโครงสร้างงบดุลที่กระจายตัวดีกว่า รวมถึง มีเงินฝากที่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ลูกค้าที่มีความมั่งคั่งสูง หรือลูกค้าธุรกิจองค์กร เหมือนกับกรณีของธนาคารสหรัฐ ที่ประสบปัญหา

ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดว่าจะปรับขึ้นได้อีก 0.25% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 29 มี.ค.นี้

ส่วนภาคเอกชนอย่าง นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ชี้ว่า การล้มลงของ SVB หลายคนมองว่าเป็นแค่จุดเริ่มต้น ดังนั้นต้องดูนโยบายที่สหรัฐออกมาว่าจะสามารถสกัดกั้น การลุกลามเป็นโดมิโนกลายเป็นวิกฤตใหญ่ได้หรือไม่ ในระยะต่อไป

โดยเฉพาะที่หลายฝ่ายกังวลคือ แบงก์ขนาดกลางและเล็กของสหรัฐและประเทศอื่นๆ ท่ามกลางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่ยังคงส่งสัญญาณจะขยับดอกเบี้ยขั้นสุดท้ายที่อาจไปแตะ ระดับ 5.25-5.50%

“ตอนนี้มีรายชื่อธนาคารขนาดเล็กในสหรัฐที่เข้าลิสต์เสี่ยงแล้วราว 10 แห่ง ขณะเดียวกันในยุโรป ธนาคารเครดิต สวิส ก็กำลังประสบปัญหาขาดทุน และสูญเสียความเชื่อมั่นจากนักลงทุน ขณะที่ผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องจับตา คือ การส่งออก เพราะถ้าเกิดผลลุกลามของตลาดทุนไปเรียลเซ็กเตอร์จะทำให้กำลังซื้อลดลง และการส่งออก จะหดตัว”

แม้ว่าไทยอาจจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่วิกฤตแบงก์ล้มคงยังไม่จบง่ายๆ

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน