ในปี 2566 ส่งออกรถยนต์ไทยแม้ยังพอไปต่อได้ แต่ตลาดหลักเดิมหันนำเข้ารถยนต์ BEV มากขึ้น
โดยรถยนต์ BEV กลายเป็นตลาดที่มีอนาคตมากขึ้นเรื่อยๆ ในโลกยุคปัจจุบัน สังเกตได้จากยอดขายรถยนต์ BEV ทั่วโลกที่ขยับอย่างรวดเร็วขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 10% ของยอดขายรถยนต์นั่งรวมในปี 2565 จากเดิมที่ขายได้ไม่ถึง 1% ในปี 2560
และทิศทางความต้องการรถยนต์ BEV ที่เพิ่มขึ้นของ ตลาดโลกนี้ ทำให้พบว่ามีบางกลุ่มประเทศที่หันมานำเข้ารถยนต์ BEV ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แทนที่การนำเข้ารถยนต์ใช้น้ำมัน
ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นเป็นตลาดส่งออกหลักของไทยด้วย เช่น กลุ่มโอเชียเนีย ยุโรป และอเมริกาเหนือ ที่กินส่วนแบ่งในตลาดส่งออกรถยนต์นั่งของไทยรวมกันถึง 35% นั้น ในปี 2565 ก็มีการนำเข้ารถยนต์ BEV เพิ่มขึ้นมากจนมาอยู่ที่ 14% ของมูลค่าการนำเข้ารถยนต์นั่งของกลุ่มประเทศเหล่านี้ทั้งหมด จากเดิมที่นำเข้าไม่ถึง 1% ในปี 2560
เมื่อ 1.ทิศทางความต้องการนำเข้ารถยนต์ BEV ในตลาดเพิ่มขึ้น บดบังโอกาสในการส่งออกบางส่วนของรถยนต์จากไทยที่ยังไม่สามารถส่งออกรถยนต์ BEV ได้ ผนวกเข้ากับ 2.ปัญหาความท้าทายด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะวิกฤตเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยขาขึ้น และปัญหาในภาคธนาคาร โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป
ทำให้มองว่ามีโอกาสที่การส่งออกรถยนต์ของไทยไปตลาดกลุ่มโอเชียเนีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และอเมริกาใต้ที่เศรษฐกิจพึ่งพาอเมริกาเหนือสูง เป็นปัจจัยที่อาจกดดันการส่งออกรถยนต์ของไทยในปีนี้
อย่างไรก็ดี การส่งออกรถยนต์ของไทยยังมีตลาดส่วนใหญ่ที่เหลือ ไม่ว่าจะเป็น เอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ที่คาดว่าน่าจะช่วยดึงให้การส่งออกรถยนต์โดยรวมของไทย ไม่ปรับลดลงมากได้ เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังมีการปรับมาใช้รถยนต์ BEV ไม่มาก
และด้วยตลาดที่ไทยยังส่งออกรถยนต์ไปได้ดีนั้นมีส่วนแบ่งมากกว่าตลาดที่เผชิญกับความท้าทายสูง ประกอบกับการได้รับแรงหนุนจากปัญหาการขาดแคลนชิปอิเล็กทรอนิกส์ที่เริ่มคลี่คลาย และยังมีราคาน้ำมันในปี 2566 ที่ปรับตัวลงจากความกังวลเรื่องอุปสงค์ที่อาจชะลอตัว ทำให้ความต้องการรถยนต์น้ำมันยังไปต่อได้ในตลาดส่วนใหญ่
จึงประเมินว่า ในปี 2566 นี้ ยอดส่งออกรถยนต์ของไทยน่าจะทำได้เหนือระดับ 1 ล้านคันเล็กน้อย ไปอยู่ที่ 1,010,000 คัน ขยายตัว 1% จากปีก่อน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด