เชื่อว่าหลายคนคงคิดถึงดินแดนญี่ปุ่นแห่งเขาฟูจิซัง…
ทริป “เกียวโตมาราธอน 2023” โดยวาโก้และซีดับบลิว เอ็กซ์ ไม่เพียงนำคณะนักวิ่งและสื่อมวลชนแดนสยามไปร่วมวิ่งรณรงค์เมืองสีเขียว “เกียวโต” แต่ยังพาไปเจาะเมืองหลวงในอดีต “เกียวโต” และสัมผัสเมืองหลวงปัจจุบัน “โตเกียว”

“เกียวโต” เมืองที่เปี่ยมเสน่ห์ไปด้วยเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ศูนย์กลางเกาะฮอนชู ถือเป็นเมืองต้นกำเนิดผลิตภัณฑ์ชุดชั้นใน “วาโก้” แบรนด์ญี่ปุ่นที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน

ในโอกาสที่หัวเรือใหญ่ นายธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการบริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) นำทีมคณะนักวิ่งและสื่อมวลชนร่วมงานวิ่ง “เกียวโตมาราธอน 2023” ที่เมืองเกียวโต พาคณะเที่ยวชมวาโก้คอร์ปอเรชั่น และพิพิธภัณฑ์วาโก้และ ซีดับบลิว เอ็กซ์ “Museum of Beauty” รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองเกียวโต

ในการเยี่ยมชมโรงงานผลิตวาโก้แบบเอ็กซ์ คลูซีฟ คณะผู้บริหารบริษัทวาโก้ประเทศญี่ปุ่นพาชมขั้นตอนการผลิตชุดชั้นในวาโก้ การทดสอบความแข็งแรงของผ้า สีของผ้า ความทนทานของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอนอย่างละเอียดนับร้อยนับพันครั้งกว่าจะออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ 1 รุ่นให้สาวๆ ใช้กัน

จากนั้นคณะเข้าชมพิพิธภัณฑ์วาโก้ที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน วาโก้นับเป็นผู้ผลิตชุดชั้นในระดับตำนานของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) โดยนายโคอิชิ สึกาโมโต อดีตพ่อค้าเครื่องประดับจากเมืองเกียวโต ซึ่งสร้างสรรค์ชุดชั้นในที่มีช่องใส่แผ่นเสริมทรงเป็นคนแรก ช่วยให้ผู้หญิงญี่ปุ่นมีสรีระหน้าอกที่สวยงาม ก่อนที่ในปี 1965 วาโก้เจแปนจะผลิตกางเกงซัพพอร์ตหรือกางเกงกระชับกล้ามเนื้อ และพัฒนาชุดชั้นในวาโก้เรื่อยมา ทั้งรูปแบบ วัสดุที่ใช้ในการผลิตรวมถึงเทคโนโลยีการผลิต จนปัจจุบันไม่ได้มีเฉพาะชุดชั้นในสำหรับผู้หญิงเท่านั้น ยังมีชุดชั้นในสำหรับผู้ชาย และชุดชั้นในสำหรับออกกำลังกายหรือสำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะ

ชุดชั้นในวาโก้เปิดตัวให้คนไทยรู้จักครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2513 ปีที่บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นโดยการร่วมทุนระหว่าง บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และบริษัท วาโก้คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

เมจิ อโณมา คุก ศิลปินลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งร่วมทริปวิ่งมาราธอนด้วย เผยว่า “การวิ่งมาราธอนกว่า 42 กิโลเมตร มีแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผลต่อหน้าอกเราแน่นอน ผลิตภัณฑ์วาโก้ช่วยเราได้ดีมาก เมื่อได้มาเยี่ยมชมขั้นตอนการผลิตอย่างใกล้ชิดยิ่งรู้ว่าแบรนด์ใส่ใจในคุณภาพสินค้ามาก ได้ความรู้เยอะมากค่ะ”

ด้าน นุ้ย จารุวรรณ เรืองคำ นักวิ่งผู้ได้ร่วมทริป กล่าวว่า “โชคดีมากที่ได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ได้ทราบขั้นตอนต่างๆ ได้ชมนวัตกรรมในห้องทดลองของวาโก้ที่ญี่ปุ่น ทำให้รู้ว่ากว่าจะเป็นชุดชั้นในชุดหนึ่งมีส่วนประกอบและรายละเอียดเยอะมาก ตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกผ้า เส้นใย สี ซึ่งมีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนาน”

การชมเมืองเกียวโตให้ได้อรรถรสต้องสวมชุดกิโมโนเยือนย่านเมืองเก่าฮิกาชิยาม่า จุดแลนด์มาร์กคือเจดีย์ยาซากะ ตั้งอยู่ท่ามกลางบ้านเรือนสไตล์ญี่ปุ่น ทั้งยังมีร้านคาเฟ่ ร้านขายของมากมายให้ช็อปของกินของฝากแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่ย่านนี้นักท่องเที่ยวหลากสัญชาติต่างสวมชุดกิโมโนเดินชมเมืองเก่าในช่วงอากาศเย็นสบายสายฝนโปรยปรายในเดือนกุมภาพันธ์

มาเกียวโตต้องไม่พลาดลองลิ้มชิมรสเต้าหู้ คณะเข้าหลบฝนกันที่ภัตตาคารโอคาเบยะโทฟุ ทุกคนต่างสนุกกับการกินโทฟุหรือเต้าหู้ซึ่งนำมาสร้างสรรค์เป็นอาหารอร่อยมากมาย ทั้งเต้าหู้ต้ม เต้าหู้ราดซอส มิโสะ

อิ่มท้องกันแล้วเดินทางต่อไปยังวัดเบียวโดอิน วัดที่ได้รับคัดเลือกจากยูเนสโกให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกของญี่ปุ่น สิ่งสำคัญของวัดแห่งนี้คือวิหารไม้สีแดงสดตั้งอยู่ใจกลางวัด ล้อมรอบด้วยบึงน้ำใสมองดูราวกับวิหารกำลังลอยน้ำ

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่คณะได้สัมผัสวัฒนธรรมเกียวโตคือการหัดเรียนชงชาแบบญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า “ชะโนยุ” ที่เมืองอุจิ แหล่งผลิตชาเขียวมัทฉะคุณภาพสูงของญี่ปุ่น

เซนเซหรืออาจารย์ให้เราจับคู่กันเรียน นั่งหน้าแท่นบดชา ที่เตรียมไว้ ก่อนอธิบายเกริ่นนำว่าชาที่ยังไม่ได้บดจะเรียกว่า “เทนฉะ” เมื่อผ่านการบดเสร็จเรียบร้อยจะเรียกว่า “มัทฉะ” แต่ไม่ใช่ชาเขียวทุกตัวจะเรียกว่ามัทฉะ “มัท” แปลว่าความ เข้มข้น “ฉะ” แปลว่าชาเขียว มัทฉะต้องเป็นชาเขียวที่เข้มข้น มาก การปลูกเทนฉะถือว่ายากพอสมควร เพราะต้องไม่ให้โดน แดดมาก

อาจารย์สอนการหมุนแท่นบดมัทฉะโดยต้องหมุนทวนเข็มนาฬิกา หมุน 1 รอบ ใช้เวลา 3 วินาที ขั้นตอนนี้ทำให้ทราบว่าทำไมอาจารย์ถึงให้พวกเราจับคู่กันเรียน เพราะเครื่องบดชาหนักเอาการ เพียงไม่นานเมื่อบดจนได้ปริมาณหนึ่งถือว่าเป็นอันเรียบร้อย

อาจารย์ให้แบ่งผงมัทฉะออกเป็นสองถ้วย เทน้ำร้อนใส่ครึ่งถ้วยก่อนสอนการชงชา โดยให้หมุนก้านชงเพียง 3 ครั้ง ก่อนใช้ก้านชงชาตีฟองคล้ายตีไข่ ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความไวและความสม่ำเสมอของข้อมือจึงจะได้ฟองสวยงาม

นับเป็นคลาสเรียนชงชาแบบสั้นๆ ที่สนุกและทำให้รู้ว่ากว่าจะเป็นชาเขียวมัทฉะไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านขั้นตอนอันละเมียดละไมสมเป็นเอกลักษณ์ของชาวญี่ปุ่น

จากเมืองหลวงเก่าเกียวโตคณะมุ่งสู่ “โตเกียว” เมืองหลวงในปัจจุบัน ที่แรกที่ไปเยือนคือตลาดปลาสึกิจิอัน เลื่องชื่อ ปลาดิบวางขายอยู่ทุกหัวมุมตลาด ร้านอาหารยอดฮิตเต็มไปด้วยผู้คนยืนต่อคิว ที่ฮอตฮิตสุดเห็นจะเป็นร้านไข่หวานของขึ้นชื่อ ซึ่งเราก็ไม่พลาดที่จะไปต่อคิวชิม เพียงไม่ถึงห้านาทีก็ได้ไข่หวานร้อนๆ เสียบไม้มาชิม อร่อยสมคำร่ำลือ ด้วยรสกลมกล่อมไม่หวานมาก ตบท้ายด้วยไอศกรีมชาเขียว เป็นมื้อเล็กๆ ที่สุขใจ

คณะสัมผัสความฮิพของโตเกียวกันต่อที่ “ทีมแล็บ แพลเน็ต โตเกียว” พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลซึ่งแบ่งโซนต่างๆ ให้คนรักงานศิลป์ดื่มด่ำงานศิลปะผ่านตา หู และประสาทสัมผัสทางร่างกาย เพราะเป็นงานศิลปะที่มีแสง สี เสียงจากเทคโนโลยี และโซนศิลปะจากธรรมชาติ ซึ่งทางพิพิธภัณฑ์ให้ทุกคนนำของทั้งหมดที่ติดตัวมาใส่ล็อกเกอร์ไว้ นำเข้าได้เพียงโทรศัพท์มือถือหรือกล้องถ่ายภาพ พร้อมแนะนำให้เปลี่ยนไปสวมกางเกงขาสั้นที่เตรียมไว้ให้ เพราะบางห้องเป็นน้ำ บางห้องน้ำสูงครึ่งแข้งเลยทีเดียว

แต่งตัวเรียบร้อยก็ถึงเวลาเข้าไปเยี่ยมชมแต่ละห้อง มีทั้งห้อง Drawing on the Water Surface Created by the Dance of Koi and People – Infinity ที่มีน้ำสูงครึ่งแข้งและเสมือนจะมีเจ้าปลาคาร์พแหวกว่ายอยู่ในน้ำจริงๆ แต่เป็นภาพที่สร้างขึ้น, ห้อง The Infinite Crystal Universe ซึ่งเต็มไปด้วยไฟระยิบระยับเหมือนยืนอยู่ท่ามกลางจักรวาล และห้องอื่นๆ อีกมากมาย บางห้องให้เราวิ่งเล่นในพื้นนุ่มๆ บางห้องก็ให้เราเดินฝ่าทางเดินน้ำตก สำหรับผู้ที่หลงใหลงานศิลปะแนะนำให้มาชมกันสักครั้ง เพราะเหมือนหลุดเข้าไปในโลกศิลปะราวกับสวนสนุก

ปิดท้ายทริปไปอัพเทรนด์สุดฮิตกันที่แหล่งช็อปปิ้งชื่อดัง “ชินจูกุ” และ “ชิบูย่า” ใครมีโอกาสไปเยือนช่วงนี้ห้ามพลาดชมน้องเหมียว 3 มิติตัวยักษ์บนตึกใจกลางชินจูกุ พิกัดอยู่เหนือประตูทางออกทิศตะวันออกของสถานีรถไฟชินจูกุ เจ้าเหมียวยักษ์จะ โผล่ออกมาให้เราชมแทบจะทุก 10 วินาที ทาสแมวคงฟินกันสุดๆ ไปเลย

นับเป็นการมาเยือนสองเมืองหลวงหลากอารมณ์ ทั้งย้อนยุค “เกียวโต” สุดคลาสสิค และสนุกสุดฮิพที่ “โตเกียว”

ธีรดา ศิริมงคล

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน