แอร์เอเชียเทกออฟรักษ์โลก
เดินหน้า4กลยุทธ์ลดปล่อยคาร์บอน
รายงานพิเศษ
การเดินทางโดยเครื่องบิน กำลังได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก เนื่องจากมีความสะดวก รวดเร็ว และยังมีราคาถูกกว่าในอดีตมาก ทำให้ปริมาณการโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แต่ในทางกลับกันภาคธุรกิจการบิน กลับมีส่วนทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนขึ้น เพราะมีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ CO2 หรือก๊าซเรือนกระจก ออกสู่ชั้นบรรยากาศของโลก คิดเป็น 2% ของการปล่อยคาร์บอนทั้งหมดจากทั่วโลก
สายการบินไทยแอร์เอเชีย เป็นหนึ่งในสายการบินที่ตระหนักถึงปัญหานี้ โดยออกมามีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจก เพื่อลดความรุนแรงของปัญหาโลกร้อนลง
น.ส.ยัป มัน ชิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารความยั่งยืน กลุ่มแอร์เอเชีย เปิดเผยว่า แอร์เอเชีย ออกมามีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหาอย่างจริงจัง ตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) และเดินหน้ากำหนดนโยบาย การจำกัด อุณหภูมิโลกให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ตามข้อตกลงปารีสว่าด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เพื่อให้การประกอบธุรกิจส่งผล กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด
ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net Zero) ภายในปี 2593 และยังเข้าร่วมโครงการ CORSIA การชดเชยและการลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศ ตามนโยบายของไอเคโอ ที่กำหนดเป้าหมายปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ ชั้นบรรยากาศไม่เกินเกณฑ์ค่ากลางคือ 85% ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยโดยภาคธุรกิจการบินในปี 2562 ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นไปอีกด้วย
สายการบินไทยแอร์เอเชีย กำหนดกลยุทธ์การลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ออกเป็น 4 แนวทาง คือ
กลยุทธ์ที่ 1 การจัดการฝูงบินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปรับอากาศยานจาก A320 ให้เป็น A321neo ภายในปี 2578 เพื่อเพิ่มความจุ ที่นั่งจาก 186 ที่นั่งเป็น 236 ที่นั่ง เพื่อลดต้นทุนขนส่งต่อที่นั่งลงช่วยลดการปล่อยมลพิษได้มากถึง 20%
โดยในปี 2567 มีแผนจะรับมอบเครื่องบินดังกล่าวมาปฏิบัติการบินในไทยจำนวน 2 ลำ และเร่งอัพเกรดซอฟต์แวร์เครื่องบิน จำนวน 12 ลำ ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งติดตามแผนการพัฒนาอากาศยานพลังงานไฮโดรเจนภายในปี 2578 ของบริษัท แอร์บัส อย่างใกล้ชิด และยังมีการลงนามเพื่อสนับสนุนบริษัท ZeAero ในสหราชอาณาจักรที่ลงทุนพัฒนาเครื่องบินที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์อีกด้วย
กลยุทธ์ที่ 2 การดำเนินการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยในปี 2565 สายการบินไทยแอร์เอเชีย สามารถลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนได ออกไซด์ต่อกิโลเมตรที่นั่งได้มากถึง 5.6 โดยมีความหนาแน่น ของคาร์บอนได้ออกไซต์ ต่อที่นั่งลดลงเหลือ 83.3 จากปีก่อนที่ 101.2
โดยใช้การปฏิบัติการบินสีเขียว เพื่อลดการใช้น้ำมันและปล่อยก๊าซเสีย เช่น ใช้เครื่องเพิ่มแรงยกในการลงสนามอย่างเหมาะสมประหยัดเชื้อเพลิงได้ 12 ลิตร/เที่ยวบิน ลดปล่อยก๊าซ 2,166 ตัน, ขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวหลังการลงจอด เพื่อเข้าหลุมจอด ประหยัดน้ำมัน 7 ลิตร/นาที ลดคาร์บอนได้ 1,432 ตัน
ลดน้ำหนักจากเอกสารเครื่องบินลดการใช้เชื้อเพลิง 1.5 ลิตร/เที่ยว ลดคาร์บอนได้ 200 ตัน และขับเคลื่อนอากาศยานด้วยเครื่องยนต์เดียวขณะรอทำการวิ่งขึ้น ลดการใช้น้ำมัน 7 ลิตร/นาที ลดคาร์บอนได้ 1,606 ตัน
โดยในปี 2565 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจาก ปฏิบัติการบินทั้ง 6 มิติ ได้ 7,066 ตัน เทียบเท่าการปลูกต้นโกงกางใบใหญ่ 513,890 ตัน ประหยัดน้ำมันได้ 2,237 ตัน ช่วยบริษัทประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากถึง 1.8 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 63 ล้านบาท

กลยุทธ์ที่ 3 การใช้เชื้อเพลิงการบินอย่างยั่งยืน ซึ่งไอเคโอ ได้ออกมา สนับสนุนให้ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแบบชีวภาพ หรือ Sustainable Aviation Fuels (SAF) แทนแบบฟอสซิล (JET-A-1) ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสมภายในปี 2593 เพราะช่วยลด การปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 80% แต่ปัจจุบันยังมี ข้อจำกัด เพราะมีราคาแพงกว่าน้ำมันฟอสซิลถึง 2-3 เท่าตัว ทำให้ยังไม่มีสายการบินใดนำน้ำมันไบโอมาใช้ เชิงพาณิชย์ อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม สายการบินไทยแอร์เอเชีย ได้ริเริ่มหารือ กับคู่ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงเกี่ยวกับการจัดหาเชื้อเพลิง SAF ล่าสุด หารือร่วมกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ระหว่างการลงทุนพัฒนา คาดว่าอีก 2 ปี จะเริ่มนำออกจำหน่ายได้
“อุปสรรคสำคัญคือน้ำมัน SAF มีราคาสูงกว่าน้ำมันปกติ 2-3 เท่าตัว เพราะมีเพียงสิงคโปร์ ประเทศเดียวเท่านั้นที่ผลิตได้ในภูมิภาคนี้ เพื่อให้เกิดการใช้เชื้อเพลิงการบินอย่างยั่งยืน เราได้หารือกับ หน่วยธุรกิจและสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเสนอแนะให้รัฐบาลไทยบรรจุเรื่องส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในอุตสาหกรรมการบินให้เป็นนโยบายระดับชาติต่อไป”
และ กลยุทธ์ที่ 4 กิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยในปี 2559 ไทยเป็นประเทศกลุ่มแรกๆ ที่ลงนามเพื่อ เข้าร่วมโครงการชดเชยและลดคาร์บอน (CORSIA) ของไอเคโอ โดยสมัครใจ ซึ่งไทยแอร์เอเชียจำเป็นต้องบรรลุเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ คือตรวจวัดการปล่อย co2 ของบริษัทจากเที่ยวบินระหว่างประเทศและส่งรายการไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อส่งต่อให้ไอเคโอ
โดยตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป ไทยแอร์เอเชียจะต้องมีการ ชดเชยการปล่อยคาร์บอนต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากกว่าระดับการ ปล่อยพื้นฐานที่กำหนดไว้ในปี 2562 เช่นเดียวกับสายการบินอื่นๆ ที่จดทะเบียนในประเทศไทย
แต่มีการคาดการณ์ว่าระดับการปล่อยมลพิษทั่วโลกจากการบินระหว่างประเทศช่วงก่อนปี 2567 จะยังไม่กลับมาสูงเท่า ช่วงปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตโควิด-19 ดังนั้นบริษัทคาดว่า จะยังไม่มีภาระผูกพันบังคับชดเชยปริมาณคาร์บอนในช่วงก่อนปี 2567-2570
อย่างไรก็ตาม การชดเชยคาร์บอนในอนาคต ไทยแอร์เอเชียอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการชดเชยคาร์บอนโดยสมัครใจเมื่อจองเที่ยวบินของแอร์เอเชีย โดยจะเปิดตัวในปี 2566 ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาศักยภาพภายในองค์กรสำหรับการสำรวจตลาดคาร์บอนและซื้อคาร์บอนให้เป็นไปตามข้อกำหนด CORSIA ได้มากขึ้น ซึ่งขณะนี้สายการบินยุโรป เช่น KLM สายการบินสัญชาติดัตช์ และ Air France ของประเทศฝรั่งเศส เริ่มนำระบบดังกล่าวมาใช้แล้ว
จากความพยายามอย่างเต็มที่ของ ไทยแอร์เอเชีย ทำให้ในปี 2562 สามารถคว้าสถิติสายการบินที่ปล่อยคาร์บอน ในปริมาณที่ต่ำที่สุดในเอเชีย แต่ในช่วง การระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบันสายการบินมีปริมาณการปล่อยคาร์บอนเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากโควิด-19 ทำให้ คนเดินทางน้อยลง สายการบินจึงบินเพียงระยะใกล้ๆ ซึ่งพบว่าการบินระยะใกล้มีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงกว่าการบินระยะไกล
ขณะนี้โควิด-19 คลี่คลายลงแล้ว คาดว่าการบินในระยะไกลจะกลับมาเข้าสู่ภาวะสมดุล โดยตั้งเป้าที่จะผลักดันให้ไทยแอร์เอเชีย กลับมาคว้าสถิติสายการบินที่ปล่อยคาร์บอนปริมาณที่ต่ำที่สุดในเอเชีย ได้อีกครั้งในปี 2567
ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองเป้าหมายระยะยาวในการปล่อยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ในปี 2593 บริษัทจะใช้กลยุทธิการชดเชยคาร์บอน ซึ่งเชื่อว่าจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เป็น อย่างมากในช่วงเริ่มต้นจนกว่าจะมีทางเลือกอื่น
“ไทยแอร์เอเชีย มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมในปี 2565 อยู่ที่ 8 แสนตัน ในระยะสั้นตั้งเป้าว่าทุกปี จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 3 กรัม/ที่นั่ง ส่วนระยะยาวตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (net Zero) ภายในปี 2593”
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการอื่นๆ ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มเติม เช่น ส่งเสริมการใช้บริการการสั่งอาหารและน้ำล่วงหน้าก่อนขึ้นเครื่องบิน ช่วยลดขยะอาหารเหลือทิ้ง ช่วยลดการสูญเสีย ทางด้านทรัพยากร และรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน
รวมทั้งยังสามารถลดน้ำหนักของอาหารและน้ำเหลือทิ้ง บนเครื่องบิน ซึ่งมีผลทำให้ต่อต้นทุนการขนส่งลดลงอีกด้วย โดยปัจจุบันพบว่าสายการบินมีปริมาณอาหารเหลือทิ้งมากถึง 21% ตั้งเป้าที่จะลดปริมาณอาหารเหลือทิ้งให้เหลือ 15% ภายใน 2 ปี
นอกจากนี้ ยังมีนโยบายการลดการใช้กระดาษจากตั๋วโดยสารและเอกสารประกอบการบิน ด้วยการส่งเสริมให้มีการซื้อตั๋ว และเช็กอินออนไลน์ และใช้ E-Boarding Pass มากขึ้นอีกด้วย
ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องออกมาร่วมกันรับผิดชอบ แก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง
เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข