นายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าภาพรวมยอดขายจากงานมหกรรมบ้านและคอนโดฯ ครั้งที่ 43 ตลอด 4 วัน ช่วงปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาท ถือว่าประสบความสำเร็จและส่งผลให้ยอดขายในใตรมาส 1 ปี 2566 ทำได้ราว 2 พันล้านบาท โดยที่ เปิดโครงการใหม่ได้เพียง 2 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 3 พันล้านบาท
ขณะเดียวกันบริษัทได้ปรับกลยุทธ์การทำตลาดเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวแบบเปราะบาง จากกำลังซื้อที่ยัง ไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ระดับสูง ส่วนหนึ่งเป็น ลูกหนี้ดีแต่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนกลายเป็นหนี้เสีย แม้สถานการณ์โควิดคลี่คลายแล้วก็ตาม ซึ่งต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ประกอบกับรายได้ของประชาชนในบางอุตสาหกรรมยังกลับมา ไม่เต็มที่ ทำให้บริษัทเพิ่มสัดส่วนบ้านผ่อนดาวน์มากขึ้น แทนการ ทำบ้านสร้างเสร็จก่อนขาย ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อบ้าน มีเวลาเตรียมความพร้อมก่อนการยื่นขอสินเชื่อ ขณะที่อัตราการ ถูกปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าในปัจจุบันอยู่ที่ราว 25-30%
สำหรับแผนดำเนินไตรมาส 2 โดยมองว่ากำลังซื้อจะฟื้นตัวดีขึ้นค่อนข้างมากจากไตรมาส 1 ทำให้บริษัทเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ไม่น้อยกว่า 5 โครงการ ซึ่งคาดว่ากลุ่มคนที่ทำงานในอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องกับภาคการท่องเที่ยว จะมีรายได้ฟื้นตัวดีขึ้น และทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์คึกคักขึ้น พร้อมกับยังคงเป้าหมายการเปิดโครงการใหม่ 10-12 โครงการ มูลค่ารวม 7-8 พันล้านบาท และยอดขายที่ 8.6 พันล้านบาท ยอดโอน 6.85 พันล้านบาท
ทั้งนี้ ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้กลับมารุกตลาดบ้านในระดับ 5-8 ล้านบาท เพื่อรองรับกำลังซื้อระดับบนประเดิมโครงการแรก ที่ทำเลประชาอุทิศ และล่าสุดได้ขยายต่อเนื่องมาเปิดโครงการลลิล เดอะเพรสทีจ ลำลูกกา คลอง 6 จำนวน 446 ยูนิต มูลค่ารวม 1,150 ล้านบาท โดยยังคงแนวคิดบ้านสไตล์เฟรนช์ โคโลเนียล เพื่อรองรับความต้องการบ้านสำหรับครอบครัวขนาดใหญ่ ที่ออกแบบพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านให้เติมเต็มทุกไลฟ์สไตล์ของสมาชิกในครอบครัว