กทม. – นพ.อัครฐาน จิตนุยานนท์ ผอ.สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า เด็กยุคปัจจุบันใช้เวลากับโซเชี่ยลมีเดียเยอะ ต้องใช้สายตาในการเพ่งหน้าจอ ทำให้มีปัญหาสายตาค่อนข้างมาก ซึ่งในกระบวนการตรวจคัดกรอง จะเน้นที่เด็กชั้น ป.1 และช่วงอายุ 3-12 ปี โดยครูหรือศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่คัดกรองเบื้องต้น และส่งเด็กที่สงสัยว่ามีสายตาผิดปกติมารับการตรวจอย่างละเอียดโดยจักษุแพทย์อีกครั้ง จากนั้นจะแยกว่าความผิดปกติของสายตาเป็นแบบใด สายตาสั้น สายตายาว สายตาเข เป็นต้น เมื่อคัดแยกแล้วก็จะพิจารณาแนวทางการรักษา ซึ่งในการออกหน่วยเชิงรุกเช่นนี้จะเป็น one stop service หากเป็นสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง นักทัศนมาตรก็จะตรวจวัดแว่นเพื่อแก้ปัญหาสายตาให้เลย
นพ.อัครฐานกล่าวว่า “การออกหน่วยเชิงรุกแต่ละครั้งเป็นความร่วมมือกับ สปสช. และ กทม. ทั้ง 3 หน่วยงานจะหารือกัน โดยหารือกับเขตก่อนว่าแต่ละเขตของ กทม. มีเด็กที่ผ่านการคัดกรองเบื้องต้นแล้วสงสัยว่าสายตาผิดปกติกี่เปอร์เซ็นต์ ก่อนทำโครงการขอรับการสนับสนุนงบประมาณไปที่ สปสช. เขต 13 กทม. จากนั้นจะจัดทำตารางการปฏิบัติงาน ซึ่งจะมี 2 ช่วงคือต้นปีจนถึงก่อนปิดเทอมเดือน เม.ย. และอีกช่วงหลังเปิดเทอม พ.ค.-มิ.ย. เป็นต้นไป
ด้าน นพ.สุนทร สุนทรชาติ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า ในพื้นที่ กทม. มีโรงเรียนจากทุกสังกัด 884 แห่ง เด็กนักเรียนรวม 410,000 คน ตามสถิติคาดว่าจะมีเด็กที่สงสัยว่าสายตาผิดปกติประมาณ 30,000 คน และเด็กกลุ่มนี้ก็จะถูกตรวจอย่างละเอียดเพื่อตัดแว่นสายตาหรือแก้ปัญหาสายตาอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเด็กที่ได้รับแว่นตาประมาณ 20,000 คน
“การตรวจคัดกรองสายตาเด็กเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี ปัจจุบันโรงเรียนสังกัด กทม. 431 แห่ง มีเด็กได้รับแว่นตาแล้วประมาณ 7,000 คน อย่างไรก็ดี ยังเหลือกลุ่มเด็กโรงเรียนเอกชน 413 และโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อีก 40 กว่าแห่ง ที่ต้องร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเข้าไปตรวจเพื่อให้ได้มาซึ่งตัวเลขเด็กที่มีปัญหาสายตา ซึ่งล่าสุดได้หารือกับ สพฐ. ว่าอาจต้องหาคลินิกชุมชนอบอุ่นที่มีศักยภาพ หรือคลินิกจักษุแพทย์ เข้ามาช่วยในการตรวจคัดกรองด้วย เพราะถ้าร่วมมือกันหลายๆ หน่วยงาน จะทำให้การคัดกรองสายตาเด็กมีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น” นพ.สุนทรกล่าว