แค่เห็นรายชื่อ 2 หนุ่ม ‘โอ๊ต’ ปราโมทย์ ปาทาน และ ‘ป๊อบ’ ปองกูล สืบซึ้ง ในภาพยนตร์ “อาตมาฟ้าผ่า” ก็เตรียมฮากรามค้างรอไว้เลย

วันนี้ผู้กำกับฯ ‘พิพัฒน์ จอมเกาะ’ มาเล่าให้ฟังถึงไอเดียที่มาที่ไปของภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยหนังเตรียมเข้าฉายให้ชม 6 เมษายน ในโรงภาพยนตร์

◆ จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้ มาจากอะไร?
พิพัฒน์ – “จริงๆ มันมาจากเราคุยกับ พี่ยอร์ช(ฤกษ์ชัย พวงเพ็ชร์) และเขามีไอเดียอยากทำหนังพระตลก ที่มีอภินิหาร เลยเกิดเป็น อาตมาฟ้าผ่า แต่ไอเดียจริงๆ มันเป็นของพี่ยอร์ชแหละ แล้วเราก็มาช่วยกันเขียนบทด้วยกันมาตั้งแต่ช่วงโควิด โชคดีที่มันมีโควิด เราก็เลยทำบทกับพี่ยอร์ชมา 2 ปีกว่า จริงๆ ก็เขียนมาหลายแนวทางมาก จนมาจบที่แนวทางแบบนี้ครับ”

◆ ทำไมเลือกเป็นฟ้าผ่า?
พิพัฒน์ – “นั่นสิครับทำไมต้องฟ้าผ่า (หัวเราะ) จริงๆ ไอเดียมันมีหลายแนวทางมาก ผมจำไม่ได้แล้ว เพราะมันคุยกันหลายแนวทางมาก แต่สิ่งที่เราคิดเรื่องฟ้าผ่าก็คือมาจากความเชื่อของคนไทยนี่แหละว่าถ้าเราผิดคำสัญญาหรือผิดคำสาบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ฟ้ามัน จะผ่าเอา เผอิญว่าคนที่สาบานไม่ได้เป็นพระ แต่เป็นคนในอดีตชาติ และชาตินี้ดันกลับมาเป็นพระ ก็บวกกันมา”

◆ ทำไมบทพระถึงต้องเป็น ‘โอ๊ต ปราโมทย์’ และ ‘ป๊อบ ปองกูล’?
พิพัฒน์ – “เอาตรงๆ ตอนเริ่มเขียนบทแล้วมันเป็นรูปเป็นร่าง ก็คิดว่าใครที่จะเหมาะสมกับสองตัวละครหลักนี้ พอคิดไปคิดมา ภาพมันค่อยๆ ชัดว่าเป็นพี่โอ๊ตกับพี่ป๊อบโดยไม่ตั้งใจ พอเราพัฒนาบทขึ้นมาเรื่อยๆ ภาพมันก็เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ พี่ยอร์ชเคยทำงานกับพี่โอ๊ตมาก่อนตั้งแต่ ไบค์แมน ส่วนผมเคยทำงานกับพี่ป๊อบ ตอนนั้นหนัง รักหมดแก้ว ผมทำผู้ช่วยผู้กำกับฯ”

◆ ได้สองคนนี้มาแล้วรู้สึกว่าลงตัวใช่ไหม?
พิพัฒน์ – “ผมว่ามันเป็นความโชคดีแหละ ตอนที่โควิดแล้วพี่โอ๊ต กับพี่ป๊อบเขาเริ่มทำช่องยูทูบ และเขาก็มาแจมกันบ่อย ไม่ว่าจะเป็นโคตรคูล หรือว่าเป็นช่องของพี่ป๊อบเอง ที่ทั้งสองคนเขาเป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว เผอิญมันเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพราะหนังเราก็ต้องการตัวละครที่ต้องเข้าขากัน เล่นแล้วต้องรับส่งมุข ไปด้วยกันได้ โชคดีที่เราได้สองคนนี้มาครับ”

◆ แล้ว ‘คารีสา สปริงเก็ตต์’ กับ ‘ฝน ศนันธฉัตร’ ล่ะ?
พิพัฒน์ – “มันก็ต่อยอดจากแก๊งพี่โอ๊ตกับพี่ป๊อบแหละครับ พอเราดูและเห็นเขาอยู่ในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นยูทูบหรืออะไร แล้วแก๊งที่เขาเข้าขากัน ทั้งคารีสา หรือว่าฝน ซึ่งฝนเองก็เป็นช้อยส์นึงที่เราคิดไว้แล้วว่าน่าสนใจ และคารีสาเองก็เป็นญาติกับพี่ป๊อบอยู่แล้ว เวลาเขาอยู่ในช่องด้วยกัน หรือเวลาที่รับส่งมุขกัน มันเข้าขา น่าสนใจ เวลาเขาเพอร์ฟอร์มต่างๆ แล้วมันทำให้เรารู้สึกว่าถ้าคารีสามาเป็นตัวละครนี้ หรือว่าฝนมาอยู่ตรงนี้ มันทำให้เรื่องไปได้อีกครับ”

◆ การทำงานเป็นยังไงบ้าง เห็นมีไปถ่ายที่เขาใหญ่ด้วย?
พิพัฒน์ – “จริงๆ โลเกชั่นหลักอยู่ที่โคราช อยู่ฟาร์มจิมทอมป์สันสัก 50 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็ไปตามโลเกชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเขาใหญ่ ชลบุรีบ้าง ตามถ้ำมันก็จะมีน้ำตก ในเรื่องมีความ Road Movie นิดๆ มันเหมือนมีความพระถังซำจั๋งเดินทางเพื่อไปแสวงบุญ พี่โอ๊ตเองก็เหมือนพระถังซำจั๋งที่ไปกับพวกเดอะแก๊ง ตือโป๊ยก่าย ซุนหงอคง ที่ต้องเดินทางเพื่อไปแสวงบุญ แต่อันนี้อาจไม่ได้ถึงขนาดนั้น แต่เป็นการเดินทางเพื่อไปปลดกรรม อาจไม่ได้ถึงขั้นพระถังซำจั๋ง แต่มันก็มีอารมณ์นั้นอยู่ มีความ Road Movie เพื่อไปทำภารกิจให้ลุล่วง”

◆ นอกจากความสนุกแล้ว มันมีเรื่องความเชื่อต่างๆ สอดแทรกเข้ามาด้วย?
พิพัฒน์ – “ใช่ครับ พอเราวางคอนเซ็ปต์ว่ามันเป็นหนังไทย หนังตลกที่มีอภินิหาร เราอยากให้มันเหนือจริงขึ้นไปหน่อย จริงๆ ผมว่ามันอยู่บนความเชื่อของคนไทยแหละ พอมีความเชื่อ มีอภินิหาร พูดถึงความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบนบานศาลกล่าว หรือโกหกแล้วฟ้าจะผ่า หรือความเชื่อทางไสยศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นผีสางต่างๆ หรือแม้แต่เรื่องกระสือ หรือพญานาคที่คนไทยนับถือ มันก็จะอยู่ในเรื่องนี้ด้วย ส่วนเรื่องซีจีก็มหาศาลครับ เรื่องนี้ซีจีเยอะมาก ถือเป็นเรื่องนึงที่เราทุ่มทุนกับซีจีที่ค่อนข้างสูง และภาพที่ออกมา ผมว่าน่าตื่นตาตื่นใจอยู่พอสมควร อยากให้ไปลองดู”

◆ ทำงานกับ ‘พี่ยอร์ช’ เป็นยังไงบ้าง?
พิพัฒน์ – “เป็นเรื่องแรกที่มาทำกับพี่ยอร์ชครับ ก็สนุกเพราะมีเวลา เป็นโชคดีของเราที่ตอนโควิดเราไม่มีอะไรทำ และเรามีเวลาคุยบทกับเขาเยอะมาก มีเวลานั่ง Brainstorm ทิศทางของบท ทิศทางของเรื่อง จริงๆ บทนี้แก้กันมาเกือบ 2 ปี เป็นสิบๆ ร่าง มันดีหรือยัง มันสนุกหรือยัง มันตลกพอไหม มันทำให้คนดูได้ในเมสเสจ ที่เราอยากได้หรือเปล่า ผมว่ามันเป็นโชคดีที่ผมได้ทำกับพี่ยอร์ช”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน