จับตาวิกฤตราคาพลังงาน
วัดใจรัฐบาลใหม่ต่ออายุมาตรการ?

รายงานพิเศษ

ร้อนอก..ร้อนใจ ท่ามกลางอุณหภูมิเมืองไทย พุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียส กับบิลค่าไฟที่ทำเอาประชาชนกระเป๋าฉีก

หน้าร้อนปี 2566 นี้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) รายงานปริมาณการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีก) ในระบบของ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) เกิดพีก ไปแล้ว 3 ครั้งในรอบปีนี้

ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 15.43 น. เกิดพีก 31,054.6 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 2 วันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลา 15.28 น. เกิดพีก 31,495.5 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 วันที่ 6 เม.ย.2566 เวลา 20.52 น. เกิดพีก 32,963 เมกะวัตต์

เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ต่อเนื่องเฉลี่ยอุณหภูมิสูงสุดอยู่ที่ 37-41 องศาเซลเซียส ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวที่กลับเข้ามาในไทยมากขึ้น การฟื้นตัวของภาคบริการ ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

โดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผน พลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ปี 2566 อาจจะเกิดพีกไฟฟ้าไปถึง 34,000 เมกะวัตต์ ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ เมื่อเทียบกับพีกไฟฟ้าที่เคยทำสถิติสูงสุดไว้เมื่อปี 2565 ที่ 33,177.3 เมกะวัตต์

ก็คงไม่แปลก…ที่คนใช้ไฟมากขึ้น ก็ต้องควักเงินจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นด้วย แต่ซ้ำหนักที่ค่าไฟงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 เรียกเก็บ 4.72 บาท/หน่วย แพงขึ้นจากงวดก่อนช่วงเดือนก.ย.-ธ.ค.2565 ที่เก็บในอัตรา 4 บาท/หน่วย

งวดปัจจุบันว่าแพงแล้ว…งวดใหม่ ที่กำลังจะมาถึง กกพ. มีมติเห็นชอบ ปรับค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (เอฟที) เท่ากับ 98.27 สตางค์/หน่วย ทำให้ค่าไฟงวดใหม่เดือนพ.ค.-ส.ค. 2566 เฉลี่ยเรียกเก็บเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 4.77 บาท/หน่วย ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเภทบ้าน ที่อยู่อาศัย จากงวดก่อนเรียกเก็บในอัตรา 4.72 บาท/หน่วย และประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า ประเภทอื่นๆ (ธุรกิจ อุตสาหกรรม บริการ) งวดก่อนเรียกเก็บในอัตรา 5.33 บาท/หน่วย

สวนทางกับค่าเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือนพ.ค.-ส.ค. 2566 เปลี่ยนแปลงจากการประมาณการในเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 โดยราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าอ้างอิงจากข้อมูลจริงเฉลี่ยในเดือนม.ค. 2566 เป็นช่วงเวลา ที่สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกอยู่ในขาลงอย่างมาก โดยราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในตลาดจรลดลงจาก 29.6 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู เป็น 19-20 เหรียญสหรัฐ/ล้านบีทียู

นอกจากนี้ ปริมาณก๊าซธรรมชาติ ในอ่าวไทยกำลังจะทยอยเข้าสู่ระบบ จากข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่าในเดือนก.ค. 2566 แหล่งเอราวัณ (G1) จะมีกำลังการผลิตก๊าซเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน และเดือนธ.ค. 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน จากนั้นในเดือนเม.ย. 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ตามเงื่อนไขสัญญาแบ่งปันผลผลิต (พีเอสซี)

ประกอบกับเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ หรือสศช.) ประเมินทิศทางค่าเงินบาทปี 2566 จะแข็งค่า ขึ้นอยู่ในกรอบ 32.2-33.2 บาท/เหรียญสหรัฐ จากปีก่อนอยู่ที่ 32.14-38.34 บาท/เหรียญสหรัฐ

แต่ทำไมค่าไฟไม่ลด?

นั่นเป็นเพราะ…กกพ. ต้องทยอยคืนหนี้ต้นทุนคงค้างให้กับ กฟผ. โดยยังคงต้องสามารถรักษาระดับค่าไฟฟ้า ในอัตราที่เหมาะสมไว้ได้ เพื่อให้ กฟผ. มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น พร้อมรองรับสถานการณ์พลังงานโลกและอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังมีความผันผวนอย่างรุนแรง จากสถานการณ์รัสเซีย-ยูเครน การกดดันจากประเทศมหาอำนาจ ในด้านต่างๆ บนเวทีโลก และความต้องการพลังงานที่จะเพิ่มมากขึ้นในช่วงปลายปี

ค่าไฟที่เรียกเก็บ 4.77 บาท/หน่วย เป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศนี้ จึงอยู่บนเงื่อนไขการจ่ายคืนต้นทุนคงค้าง ให้กฟผ. 6 งวด เพื่อชดเชยต้นทุน ที่เกิดขึ้นจริงที่คาดว่าจะคงเหลือจากเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 จำนวน 136,686 ล้านบาท บางส่วน ครบกำหนดชำระภายใน 2 ปี หรือเดือนเม.ย. 2568 โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชน 113,905 ล้านบาท

ในมุมของ กกพ. เรียกว่า 4.77 บาท/หน่วย เป็นค่าไฟที่ถูกลง เมื่อเทียบกับกรณีการจ่ายภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงหรือต้นทุนคงค้างสะสมเดือนก.ย. 2564-ธ.ค. 2565 ให้ กฟผ. ทั้งหมด 150,268 ล้านบาท ภายใน 1 งวด ค่าไฟที่เรียกเก็บกับประชาชนจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.72 บาท/หน่วย และกรณีทยอยจ่ายคืนให้กฟผ. 5 งวด ค่าไฟที่เรียกเก็บกับประชาชนจะเพิ่มขึ้นเป็น 4.84 บาท/หน่วย จาก 4.72 บาท/หน่วย

“อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้วในงวดเดือนม.ค.-เม.ย. 2566 ส่วนงวดที่เหลือของปี 2566 นี้ คาดว่าค่า เอฟทีมีแนวโน้มจะปรับลดลงอีก” นายวัฒนพงษ์ระบุ

ในส่วนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ขณะนี้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับลดลง อย่างมากแล้ว แต่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ไม่ได้ปรับลดราคาขายปลีกดีเซล ในประเทศลงทันที เพราะต้องการใช้โอกาสนี้เก็บเงินเข้ากองทุนเพื่อไป ชำระหนี้ผู้ค้าน้ำมันที่เคยติดลบไว้สูงสุดเกือบ 1.3 แสนล้านบาท จากการอุดหนุน ราคาน้ำมันดีเซลในประเทศ และราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) มาอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้

โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้ทยอยปรับลดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลงครั้งละ 50 สตางค์/ลิตร ตั้งแต่เดือนก.พ. ที่ผ่านมา รวม 4 ครั้ง ลดลง 2 บาท จาก 34.94 บาท/ลิตร เหลือ 32.94 บาท/ลิตร ภายใต้มาตรการยกเว้นภาษี สรรพสามิตดีเซล 5 บาท/ลิตร อุดหนุนถึงแค่วันที่ 20 พ.ค. 2566 กับข้อมูลอ้างอิงจากสภาพัฒน์ ประเมินสถานการณ์ ราคาน้ำมันดิบดูไบปี 2566 จะอยู่ในกรอบ 80-90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลดลงจากปี 2565 เฉลี่ยอยู่ที่ 96.5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

ส่วนก๊าซหุงต้ม ยังต่อลมหายใจ ตรึงราคาไว้ที่ 423 บาท/ถัง 15 กิโลกรัม (ก.ก.) จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2566 ขณะที่ สถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มเห็นแนวโน้มที่ดีขึ้น ติดลบเหลือเพียง 91,860 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 45,008 ล้านบาท และบัญชี แอลพีจีติดลบ 46,860 ล้านบาท

แม้ในช่วงที่เหลือของปีนี้วิกฤต ราคาพลังงานอาจพ้นขีดอันตราย แต่มาตรการอุดหนุนราคาเชื้อเพลิง ที่จะทยอยสิ้นสุดลง เป็นเผือกร้อนรัฐบาลชุดใหม่หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค. 2566

จะเข้ามาสานต่อมาตรการหรือไม่ ต้องมาลุ้นกัน!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน