วนเวียนมาครบ 13 ปีแล้ว สำหรับเหตุการณ์ 10 เมษา 53 ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่น่าอัปยศมากที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

เป็นเหตุการณ์ที่มีการใช้กำลัง ทางทหารเข้าสลายการชุมนุมภายใต้ วาทกรรม “ขอคืนพื้นที่” มีการใช้อาวุธจริงยิงสังหารประชาชนกลางเมืองที่ถนนราชดำเนิน จนมีผู้เสียชีวิต 20 กว่าคน ในคืนเดียว

ตามมาด้วยปฏิบัติการกระชับพื้นที่ เปลี่ยนกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมรกลายเป็นทุ่งสังหาร จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 99 ศพ หลังสิ้นสุดเหตุการณ์

ทั้งหมดเกิดขึ้นในยุคสมัยที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนายกฯ มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกฯ คุม ศอฉ.

มีภาพ มีคลิปวิดีโอ บันทึกทุกอย่างเป็นหลักฐาน มีศพคนตายที่เป็นประชาชนคนธรรมดา มือเปล่า ไร้อาวุธ ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติการเต็มไปด้วยอาวุธสงคราม และกระสุนจริงที่มาจากภาษีประชาชน

และแม้จะมีความพยายามอ้างอิง กองกำลัง “ชายชุดดำ” ติดอาวุธเข้ามาก่อเหตุก่อน แต่สุดท้ายศาลฎีกาก็พิพากษาเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2564 ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบไม่น่าเชื่อถือ

เป็นเรื่องการันตีได้จากกระบวนการศาลยุติธรรมของไทยว่าไม่มีชายชุดดำติดอาวุธเข้ามาก่อเหตุในวันที่ 10 เม.ย. 53

แม้เรื่องชายชุดดำจะคลี่คลาย แต่ที่ยังคงติดใจสังคมอยู่ก็คือแม้จะผ่านมาถึง 13 ปีแล้วยังไม่มีใครถูกดำเนินคดี ทั้งคนที่ฆ่า และคนสั่งฆ่า

ซึ่งที่ผ่านมาในยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็มีการยื่นให้ศาลไต่สวนการตายของคนเสื้อแดง ซึ่งก็มีอย่างน้อย 17 ศพ ที่ศาลชี้ว่าเสียชีวิตจากกระสุนเจ้าหน้าที่

น่าเสียดายที่หลังจากการรัฐประหาร โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เมื่อ 22 พ.ค. 57 คดีทุกอย่างก็เงียบหายไป ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ในการเอาคนผิดมาดำเนินคดี

จนกระทั่งถึงวันนี้ผ่านมา 13 ปี เสียงสะท้อนจากสังคมก็ยังกระหึ่มว่าไม่ได้ลืมเลือนเหตุการณ์เลือดเมื่อ 13 ปีก่อน

และเป็นโอกาสที่ดีมากที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 14 พ.ค. 66 ซึ่งอย่างน้อยก็มีความหวังว่าหากมีการเปลี่ยนแปลง ถ้าการเมืองดี ความหวังที่จะคลี่คลายเงื่อนปมดังกล่าวก็อาจเกิดขึ้น

คืนความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต เอาคนผิดมาลงโทษ

จะเกิดขึ้นได้ขนาดไหน ผลการเลือกตั้งเป็นปัจจัยสำคัญ!!!

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน