นักบวชสุดสยอง ที่ยังหลงเหลือในโลก
ฝึกจิต
เมื่อสัปดาห์ก่อนผู้เขียนได้เล่าถึงเรื่องของ ‘นาคะบาบา’ นักบวชแก้ผ้าในศาสนาฮินดู วันนี้จึงอาศัยความต่อเนื่องเล่าถึงนักบวชอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งลึกลับปนสยองและสุดโต่งยิ่งกว่า นาคะบาบา ให้พิจารณากันว่า “นักบวชแบบนี้ก็ยังมีอยู่ในโลก!!”
นักบวชประเภทนี้ คือ “อโฆรี” เชื่อกันว่านักบวชกลุ่มนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยท่านเหล่านี้ไว้ผมยาว ไม่อาบน้ำ ไม่สระผม ไม่ใส่เสื้อผ้า ไม่เก็บสะสมทรัพย์สมบัติ ไม่เรียกร้องสิ่งใดๆ นับถือบูชาเทพเจ้าสูงสุด คือ พระศิวะ ในบางปางพระไภรวะ มีการสูบกัญชา และดื่มเหล้า เพื่อให้เข้าถึงเทพเจ้า และถือเป็นการบำเพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรม!
ที่สำคัญ คือ นักบวชกลุ่มนี้จะนับถือ “บูชาศพ!” โดยใช้ศพมนุษย์เป็นแท่นบูชาในการประกอบพิธีกรรม เพื่อรับพลังความศักดิ์สิทธิ์จากศพ และใช้ศพเป็นสื่อเชื่อมโยงกับเทพเจ้า เพื่อขอพรและพลังจากพระองค์อีกด้วย เพราะเขาเชื่อว่ามีแต่ความตายเท่านั้น ที่ทำให้ติดต่อกับเทพเจ้าของเขาได้
บางคนถึงกับกินเนื้อศพ โดยต้องกินแบบดิบๆ ตอนที่ศพเพิ่ง ตาย ยิ่งถ้าเป็นการฝึกตนมากๆ ก็ต้องกินตอนกำลังเอาศพตั้งบนกองฟืนแล้วกำลังเริ่มจุดไฟเผา ซึ่งต้องกินพร้อมกับบูชาไฟไปในขณะเดียวกันด้วย ยิ่งกินศพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับพลังที่โอนถ่ายจากผู้ตายมาสู่ตัวเองมากเท่านั้น!!
โดยนักบวชอโฆรีนี้ มักชอบนำกระดูกมนุษย์มาทำเครื่องบูชาหรือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น นำกะโหลกมนุษย์มาใส่น้ำดื่ม และเอาขี้เถ้ากระดูกมาทาตัว บางทีก็บูชาไฟด้วยกระดูกมนุษย์ เป็นต้น
ในสมัยพุทธกาล นักบวชอโฆรี มักชอบล้อเลียนพระพุทธเจ้า เพราะนักบวชกลุ่มนี้ไม่ยอมรับแนวคิดปกติเรื่องความดีและความชั่ว แต่จะมีวิถีปฏิบัติเป็นของตัวเอง ด้วยการปฏิเสธเรื่องที่คนอื่นทำ และกระทำในสิ่งที่ผู้อื่นปฏิเสธ หรือ สิ่งใดเป็นเรื่องต้องห้าม สิ่งนั้นอโฆรีทำ
เพราะเขาเชื่อว่าการทำสิ่งที่ผู้คนทั่วไปรังเกียจจะช่วยให้พวกเขาเกิดความรู้แจ้ง
อโฆรี จึงถือเป็นลัทธิสุดโต่งของฮินดู ที่แม้แต่คนฮินดูด้วยกันเองก็ยังรับแทบไม่ได้ โดยมองว่า พวกอโฆรี คือ พวกวิปลาส สุดโต่ง อันตราย น่าสยดสยอง และน่ารังเกียจ ดังนั้น อโฆรี จึงค่อนข้าง ปิดตัว และไม่ไว้ใจคนนอก
โดยอโฆรี กับ นาคะบาบา เป็นนักบวชฮินดูที่มีลักษณะภาพคล้ายคลึงกัน แต่ต่างกันที่การใช้ชีวิต การบำเพ็ญตบะ การฝึกฝนจิตใจ อาหารการกิน เช่น
1. บูชาพระศิวะเหมือนกัน แต่นาคะบาบา มีฉายาว่า นักบวชนักรบเพื่อศาสนา ในขณะที่ อโฆรี เน้นการบำเพ็ญจิตกับศพ ในสถานที่เผาศพเป็นหลัก จนถูกเรียกว่า “เป็นนักบวชศักดิ์สิทธิ์แห่งความตาย”
2. นาคะบาบา ต้องมีอาจารย์เป็นครูฝึกสอน และต้องได้รับการถ่ายทอดพระเวทโดยครูบาอาจารย์เท่านั้น แต่ อโฆรี ไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์ผู้ถ่ายทอดความรู้ เพราะอโฆรีจะใช้วิธีการฝึกฝนจิตกับศพเพื่อเข้าถึงพระศิวะโดยตรง
3. สามารถบริโภคเนื้อสัตว์ได้ จะมีเฉพาะนาคะบาบาบางกลุ่มเท่านั้นที่กินมังสวิรัติ แต่ อโฆรี จะกินเนื้อมนุษย์ เพื่อเข้าถึงความบริสุทธิ์ตามความเชื่อ
4. นาคะบาบาจะเปลือยกายเป็นส่วนใหญ่ ส่วนอโฆรี นั้นนุ่งผ้าห่มหนังสัตว์ หรือ ผ้านุ่งอื่นๆ เพื่อปกปิดอวัยวะส่วนล่างของร่างกาย อีกทั้ง อโฆรี ยังใช้กระดูก หรือ ซากศพมนุษย์เพื่อประดิษฐ์เครื่องบูชา เครื่องประดับห้อยตามตัว หรือสิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น แก้วน้ำที่ทำจากกะโหลกมนุษย์ หรือเครื่องเคาะที่ทำจากกระดูก ท่อนแขนของคนตาย เป็นต้น
5. สามารถพบเห็นนาคะบาบา ได้ที่งานกุมภเมลา หรือ ชุมชมริมแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ ส่วนอโฆรี จะพบเห็นได้ยากกว่า เพราะอโฆรีจะเก็บตัว ใช้ชีวิตแบบเร่ร่อน และมักอาศัยบริเวณท่าน้ำเผาศพ หรือ ใกล้กับเชิงตะกอนที่เผาศพเท่านั้น
6. นาคะบาบา เน้นการสร้างพลังทางร่างกาย มีความเข้มแข็ง ถ้าฝึกจิตก็ฝึกในลักษณะสร้างการหยั่งรู้ หรือ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เหนือมนุษย์ ส่วนอโฆรี เน้นการฝึกจิตเป็นหลัก อีกทั้งยังฝึกฝนมนต์ดำ มนตรา ศาสตร์มืด เพื่อช่วยให้เข้าใจโลกทางจิตวิญญาณมากขึ้น และ มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับพระศิวะมากขึ้นอีกด้วย
7. นาคะบาบา และ อโฆรี ถือพรหมจรรย์เหมือนกัน โดยตัดขาดจากกามารมณ์ และ ตัดขาดจากครอบครัวของตัวเอง แต่อโฆรี จะใช้การปลดปล่อยอารมณ์รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉาริษยา ในขณะที่ ร่ายรำ ทำการบูชา เพื่อเข้าถึงอารมณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า คือ อารมณ์ความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้า คือ พระศิวะ
ดังนั้น ทั้งนาคะบาบา และ อโฆรี บาบา ที่ถือเป็นนักบวชสุดแปลกบนความสุดโต่งของสังคมฮินดู แม้จะมีลักษณะภายนอกที่ ค่อนข้างคล้ายคลึงกัน และมีวิถีชีวิตและการปฏิบัติตัวแตกต่างกัน ซึ่งนักบวชเหล่านี้ยังมีอยู่จริงในสังคมโลกมนุษย์ ที่ประเทศอินเดีย
ในสมัยพุทธกาล ก็มีนักบวชแบบสุดโต่งลักษณะนี้ให้เห็นอยู่อย่างดาษดื่นไม่แตกต่างกัน และอาจจะดูเยอะเสียยิ่งกว่าในปัจจุบัน ดังที่พระพุทธตรัสถึงความเชื่ออันเป็นมิจฉาทิฏฐิไว้ใน “พรหมชาลสูตร” ที่มีมากถึง 62 ทิฏฐิ จนทำให้เราเกิดความเข้าใจว่า การจะเข้าใจถูกตรง มีวิถีปฏิบัติที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ได้จริง เป็นของที่เกิดขึ้นได้ยากในโลก แต่ดีว่าพวกเราชาวพุทธได้พระพุทธเจ้าที่ช่วยลองผิดลองถูกให้จนค้นพบทางที่ถูกตรงอย่างแท้จริง… พวกเราจึงมีหน้าที่แค่ “ลงมือปฏิบัติ” เพื่อให้เข้าถึงความหลุดพ้นตามองค์สมเด็จพระศาสดาเท่านั้น…
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐