จากหนุ่มนักกีฬา มาประกวดร้องเพลง และตอนนี้ขึ้นแท่นเป็นพระเอกเต็มตัว ในละคร “ตำย่าบอก” ทางช่องวัน 31 หนุ่ม ‘เตียวหุย’ เพชรปรัชญา เหลืองเดชานุรักษ์ เล่าให้ฟังถึงงานละครเรื่องแรก

★ แนะนำตัวหน่อย?
เตียวหุย – “สวัสดีครับ เตียวหุย ละครเรื่องแรกของผม ‘ตำย่าบอก’ เรื่องราวเกี่ยวกับร้านส้มตำ ของป้าดอนปากแดง รับบทโดยคุณอาดวงดาว จารุจินดา ผมรับบท กรณ์ เป็นหลานของป้าดอนปากแดง แล้วก็มีหลานอีกคนชื่อ มะนาว รับบทโดย น้องเบสท์ (รักษ์วนีย์ คำสิงห์) คือหลานคนนั้นตั้งใจรักษาร้านไว้ แต่ผมจะขายร้านนี้เพื่อเอาเงินไปทำตามฝันตัวเอง ก็เลย ตีกัน ส่วนบุคลิกในเรื่องของผมก็จะแสบปากแจ๋ว มั่นๆ สนุก”

★ ถามถึงชื่อหน่อยค่อนข้างแปลกคุณพ่อชอบดูสามก๊ก ใช่ไหม?
เตียวหุย – “จริงๆ ป๊าผมเขามีเชื้อสายจีน คือจะมีพี่ชายที่เป็นญาติเขาก็จะมีชื่อมาจากสามก๊ก ชื่อ ขงเบ้ง ผมก็เลยได้ เตียวหุย มา”

★ ตอนนี้ขึ้นแท่นเป็นพระเอกดาวรุ่งแล้วช่วยเล่าถึงเส้นทางการก้าวเข้ามาตรงนี้ให้ฟังหน่อย?
เตียวหุย – “เริ่มต้นจากการประกวดเดอะสตาร์ไอดอล คือผมเข้ารอบ 12 คนสุดท้ายก่อนเข้า 8 แต่ตกรอบตรงนั้นไป แต่ผู้ใหญ่เห็นเราแล้วสนใจเลยลองเรียกมาแคสต์ดู”

★ จริงๆ ความฝันของเราคืออะไรทำให้เราได้เข้ามาแสดงความสามารถบนเวทีนี้?
เตียวหุย – “ตอนแรกที่ผมได้มีโอกาสเข้ามาในวงการบันเทิง จริงๆ เลยก็คืออยากจะแสดง เหมือนเราร้องเพลงเป็นก็เลย เริ่มจากการไปประกวดร้องเพลงก่อน เลยได้ก้าวเข้ามาสู่ เส้นทางนี้”

★ แล้วรู้สึกยังไงบ้างที่ได้มาเป็นพระเอกเต็มตัวมาแสดง ตามที่ฝันไว้?
เตียวหุย – “จริงๆ มันก็ยังงงๆ อยู่เหมือนกัน เหมือนทุกอย่างเกินความคาดหมาย อยู่ดีๆ ก็เป็นอย่างนี้ ก็คิดว่าอยู่ดีๆ ก็ได้มาเป็นอย่างนี้เลยเหรอก็เลยคิดว่างงๆ นิดนึง”

★ พอได้มาเป็นนักแสดงจริงๆ ชอบไหม?
เตียวหุย – “ผมว่าผมชอบนะ ผมรู้สึกว่ามันก็ท้าทายดี ความรู้สึกไม่เหมือนการร้องเพลง เรารู้สึกว่าการร้องเหมือนมันอยู่กับตัวเองได้ แต่อันนี้เหมือนว่าเราแสดงความรู้สึกให้ทุกคนได้เห็นจากการที่เราแสดงเป็นคนอื่นในแต่ละคาแร็กเตอร์ ซึ่งการเป็นนักแสดง ทางช่องก็มีส่งไปเรียนแอ๊กติ้ง แต่หลักๆ ฝึกจากการไปทำงานจริงๆ เลย”

★ จำความรู้สึกครั้งแรกได้ไหม?
เตียวหุย – “ตื่นเต้น เพราะไม่รู้จะเจออะไรบ้าง เราไม่เคยทำงานจริงๆ เลย มันต้องคิดเรื่องโน้น เรื่องนี้ คิดเรื่องมุมกล้อง energy เป็นแบบไหน ตัวละครของเราเป็นยังไง ตื่นเต้นไปหมดเลยครับ”

★ ร่วมงานกับน้องเบสท์เป็นยังไงบ้าง?
เตียวหุย – “ดีนะครับ energy น้องช่วยส่งเราให้มันสนุกขึ้น คือน้อง energy ธรรมชาติและความธรรมชาติของน้องเล่นแล้วไม่ฝืน อย่างเราเอง energy ไม่ถึง ตอนแรกๆ น้องก็คอยช่วยบอกว่าพี่ลองเล่นมาเลยไม่ต้องกลัว”

★ เห็นว่าก่อนที่จะมาประกวดร้องเพลงเราเป็นนักกีฬามาก่อน เล่าให้ฟังหน่อย จากนักกีฬามาเป็นพระเอก?
เตียวหุย – “จริงๆ เหมือนชีวิตผมเปลี่ยนหลายรอบ ตอนแรกเป็นนักฟุตบอล คือป๊าผมเป็นนักกีฬา แล้วอยากให้เราออกกำลังกาย ก็พาไปซ้อมฟุตบอลตั้งแต่มัธยม จนช่วง มัธยมปลายมีโอกาสได้ไปคัดตัวสโมสรแล้วก็ติด คือผมเซ็นกับบีอีซีเทโรเลย เป็นสัญญากับชุดใหญ่นี่แหละครับแต่เราไปเล่นอยู่ในทีมเล็กเหมือนว่ามีสองทีมที่โคกัน แต่ตอนนี้ไม่มีสัญญาแล้ว ก่อนที่จะมาเส้นทางนี้ก็คือยกเลิกสัญญา”

★ ก็แสดงว่าทุกโอกาสที่เข้ามาในทุกช่วงชีวิตเราไม่ปฏิเสธ?
เตียวหุย – “ใช่ครับ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกชัดเจนแล้วว่าเรามาทางนี้ คือผมมองกลับไปก็ไม่ได้เสียดายแล้วนะว่าทำไมผมถึงเลิกเล่นบอล ในเมื่อเรารู้สึกว่าเราเลือกเส้นทางนี้แล้วเราก็ทำให้เต็มที่”

★ ภาพวงการบันเทิงก่อนที่เราเข้ามา กับตอนที่เข้ามาอยู่แล้วมันเหมือนที่เราคิด ไว้ไหม?
เตียวหุย – “จริงๆ มุมมองต่างอยู่นะครับ เพราะตอนแรกเรามองว่าทุกอย่างดูเหมือนง่ายเหมือนจะดูดีไปหมด แต่จริงๆ มันก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ทำงานหนักมากๆ เราต้องเตรียมความพร้อมยังไงบ้าง ต้องรักษาตัวเองยังไงบ้าง ให้ดูดีตลอด คือก็ถือว่าทำงานหนักอยู่ ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นน่ะ”

★ มาวันนี้เราได้รับโอกาสมากมาย คนที่เราอยากจะขอบคุณเลยคือใคร?
เตียวหุย – “จริงๆ อยากขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในชีวิตเราอย่างแม่ป๊าแล้วก็เพื่อนๆหรือคนรอบข้างหลายๆ คนที่คอยช่วยคอยซัพพอร์ตผมมาตลอด ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ให้โอกาสเรามายืนอยู่ ณ จุดนี้ ขอบคุณทุกคน ในกองละครด้วย ที่ช่วยสอนเราให้มาถึง ทุกวันนี้ได้”

★ ตอนเป็นนักฟุตบอล เป็นนักกีฬาก็คงจะมีสาวๆ กรี๊ดข้างสนาม พอมาเป็นนักแสดงแล้ว ยังมีสาวๆ ตามกรี๊ดไหม?
เตียวหุย – “จริงๆ ก็มีคนคุยอยู่ครับ ก็ดีครับ (ยิ้ม)”

อชริญา บุญชู

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน