ในสังคมปัจจุบันการส่งต่อข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ตเป็นไปอย่างกว้างขวาง ประเด็นใดกลายเป็นที่สนใจก็มีผู้นำมาทำเป็นคอนเทนต์ส่งต่อกันอย่างแพร่หลาย โดยไม่ได้ตรวจสอบว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่
ในช่วงเดือนเมษายนนี้ก็มีกรณีเครื่องดื่มซีอิ๊วผสมโซดา ซึ่งถูกคนมาทำรีวิวทดลองชิมจำนวนมากจนกลายเป็นกระแสในโลกโซเชี่ยล

โดย รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรทั้ง ศ.เกียรติคุณ พญ. วรรณี นิธิยานันท์ สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย-สมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อไทย และเครือข่ายคนไทยไร้พุง ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย, ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส., ทพญ.ปิยะดา ประเสริฐสม อดีตทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านทันตสาธารณสุข) กรมอนามัย และเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน, อ.จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี ผู้ทรงคุณวุฒิ สสส. ผู้จัดการโครงการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส สถาบันสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ต่างร่วมกันแสดงให้ความเห็นในกรณีที่เกิดขึ้น
รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวว่า อิ๊วโซดาที่เผยแพร่ทางโซเชี่ยลมีเดีย เชิญชวนให้ผู้บริโภคดื่ม ซีอิ๊วดำสูตร 1 ผสมกับโซดาหรือเครื่องดื่มอื่นๆ โดยผสมซีอิ๊ว 3 ช้อนโต๊ะ กับโซดา 1 แก้วหรือเครื่องดื่ม 1 แก้วนั้น
1.ซีอิ๊วดำ 3 ช้อนโต๊ะ มีเกลือหรือโซเดียม ประมาณ 650 มิลลิกรัมเท่ากับปริมาณโซเดียมที่ควรได้รับตามคำแนะนำต่ออาหาร 1 มื้อ และน้ำตาล 24 กรัมเท่ากับปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน และถ้าผสมกับเครื่องดื่มรสหวานหรือโซดาจะได้โซเดียมเพิ่มไปอีกเป็น 708-763 มิลลิกรัม และจะทำให้ได้รับน้ำตาลสูงขึ้นไปอีก
2.ถ้าดื่มเครื่องดื่มนี้ ที่มีทั้งรสชาติหวานและเค็มมากเป็นประจำ จะทำให้เสี่ยงต่อโรคอ้วน เบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไป สู่โรคไต โรคหัวใจและอัมพาตได้ในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต จะทำให้โรคกำเริบได้
3.คนปกติก็ไม่ควรได้โซเดียมจากเครื่องดื่ม เพราะปกติเราได้โซเดียมจากอาหารหลักมากเกินพออยู่แล้ว และสถานการณ์การกินโซเดียมเกินของคนไทยเกือบ 2 เท่า เราต้องช่วยกันรณรงค์ให้กินหวานและเค็มลดลง การขายสินค้าควรตั้งอยู่บนพื้นฐานด้านสุขภาพของผู้บริโภคด้วย

รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวอีกว่า การบริโภคเกลือ หรือโซเดียมในปริมาณมาก ในการปรุงรสชาติอาหารให้มีรสเค็ม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และ โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ปัจจุบันคนไทยมีพฤติกรรมการบริโภคเกลือ สูง 2-3 เท่า ของปริมาณที่ร่างกายต้องการ ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีเกลือสูงมีผลเสียทำให้ความดันโลหิตสูง เพิ่มการรั่วของโปรตีนในปัสสาวะ และยังมีผลเสียต่อไตโดยตรง นอกจากนี้ยังทำให้หัวใจทำงานหนักก่อให้เกิดภาวะหัวใจวาย และความดันโลหิตสูงยังส่งผลให้ความดันในสมองเพิ่มขึ้น มีโอกาสเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต
จากข้อมูลล่าสุด พบว่าคนไทยเป็นโรคความดันโลหิตสูง เป็น 21.4 % หรือ 11.5 ล้านคน, โรคไตถึง 17.5% หรือ 7.6 ล้านคน, โรคหัวใจขาดเลือดเป็น 1.4% หรือ 0.75 ล้านคน, โรคหลอดเลือดสมอง (โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต) เป็น 1.1 % หรือ 0.5 ล้านคน
คนไทยควรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน (โซเดียม 2,000 มิลลิกรัม) แต่จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคเกลือเฉลี่ย 10.8 กรัมต่อวัน (โซเดียม 5,000 มิลลิกรัม) ซึ่งสูงเป็น 2 เท่า ของที่ร่างกายควรได้รับ โดย ร้อยละ 71 มาจากการเติมเครื่องปรุงรสระหว่างการประกอบอาหาร
แหล่งอาหารที่พบเกลือหรือโซเดียมสูง ได้แก่ เครื่องปรุงรสต่างๆ เช่น น้ำปลา ซีอิ๊ว และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป และกึ่งสำเร็จรูป ทั้งนี้เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 6,000 มิลลิกรัม, น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,160-1,420 มิลลิกรัม, ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 960-1,420 มิลลิกรัม, ซอสปรุงรส 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,150 มิลลิกรัม, กะปิ 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 1,430-1,490 มิลลิกรัม, ซอสหอยนางรม 1 ช้อนโต๊ะ มีปริมาณโซเดียม 420-490 มิลลิกรัม

รศ.นพ.สุรศักดิ์กล่าวด้วยว่า ปกติอาหารตามธรรมชาติก็มีเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว เมื่อใช้เครื่องปรุงรสเค็มปริมาณมาก ทำให้ปริมาณเกลือหรือโซเดียมในอาหารสูงมากตามไปด้วย ในเรื่องของการนำซีอิ๊วดำ ซึ่งมีความเค็มอยู่แล้ว มา บริโภคร่วมกับเครื่องดื่มอื่นๆ นั้น จึงไม่มีความเหมาะสม โดยเด็กและเยาวชนหรือประชาชนทั่วไป ไม่สมควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หากเด็กอายุ 6-14 ปี ดื่มในลักษณดังกล่าว จะมีโทษภัยต่อสุขภาพในระยะยาว ซึ่งอาจส่งผลเป็นโรคฟัน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไตในอนาคต
ดังนั้นในส่วนของผู้ปกครองและครูที่โรงเรียนควรให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าว รวมถึงทางเครือข่ายลดบริโภคเค็มขอความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้ความรู้ไปยังโรงเรียน ทุกระดับชั้นด้วย