4 เหตุผลที่ปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า!
ฝึกจิต
ผู้ปฏิบัติธรรมหลายคน มักมีปัญหาและเกิดคำถามที่คล้ายคลึงกันว่า “ทำไมปฏิบัติแล้วรู้สึกเหมือนไม่ก้าวหน้า!” ทั้งที่ปฏิบัติมาเป็น 10 ปี 20 ปี แต่ยังไม่ไปถึงไหน? ยังไม่เคยเห็นอะไร? นั่งสมาธิเมื่อไหร่ก็ฟุ้งซ่านอยู่เหมือนเดิม!
ผู้ปฏิบัติธรรมจำนวนมาก มักไปเข้าคอร์สกรรมฐานทั้งที่วัด หรือสถานปฏิบัติธรรม เมื่อไปอบรมอยู่ในคอร์ส ส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าทำได้ดี จนคล้ายจะบรรลุธรรมอยู่เร็วๆ นี้ แต่พอกลับถึงบ้านก็กลายเป็นทำแล้วฟุ้ง หรือไม่มีกำลังใจทำให้ดีได้เหมือนเดิม! วนเวียนแบบนี้ไม่รู้จบ
ผู้เขียนเองได้รับคำถามในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นวันนี้จึงนำคำตอบ อันเป็นสาเหตุว่า ทำไมผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่จึงไม่ก้าวหน้า มาให้ผู้อ่านได้พิจารณากัน
ประการที่ 1 เริ่มต้นผิด! หรือมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อการปฏิบัติธรรม เช่น เริ่มลงมือปฏิบัติเพราะคิดว่าต้องได้สิ่งนั้น สิ่งนี้ ต้องเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นอนาคต เห็นจิตใจผู้อื่น หรือ ปฏิบัติแล้วชีวิตต้องดีขึ้นทันที ต้องไม่ซวย ไม่จนอีกต่อไป ต้องได้นั่น ได้นี่ ฯลฯ หรือปฏิบัติโดยคิดว่าจะทำจิตให้สงบนิ่งไม่ฟุ้งซ่าน เหล่านี้เป็นต้น
ถ้าเริ่มต้นลักษณะนี้ก็เหมือนกับการเริ่มติดกระดุมผิดเม็ด! จึงเป็นไปได้ยากที่จะทำให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไปในหนทางการดับทุกข์ที่แท้จริง เพราะการปฏิบัติธรรม คือการนำธรรมะ มาใช้ในชีวิตประจำวัน จนทำให้ชีวิตเป็นอยู่ด้วยธรรม ซึ่งการใช้ธรรมประจำชีวิต เป็นการพัฒนาจิตใจให้ลด ละ เลิก คล้อยตามกิเลส อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ โดยเป้าหมาย คือฝึกฝนพัฒนาจิตใจให้ปราศจากความยึดมั่นถือมั่น จนจิตมีความหลุดพ้นออกจากกองทุกข์ทั้งปวง
ดังนั้น การปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อเอาอะไร หรือได้อะไร แต่เป็นการปฏิบัติเพื่อละอะไร สละอะไร ออกไปต่างหาก! อีกทั้งการปฏิบัติธรรมในรูปแบบของพระพุทธศาสนา คือการ เจริญสติ เพื่อให้มีความรู้ตัวทั่วพร้อม ตามรู้ตามดูกายใจ ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงตามความเป็นจริง มิใช่จงใจทำเพื่อให้จิตสงบ หรือการบังคับจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ถ้าต้องการทำจิตให้สงบเป็นฌาน นั่นคือการทำสมาธิแบบดาบสหรือแบบฤาษี ที่บำเพ็ญตบะ ซึ่งมีมาก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ แต่ไม่ได้ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์ ถ้าต้องการปฏิบัติแบบพระพุทธเจ้า คือ การเจริญสติ เมื่อยืน เดิน นั่ง นอน ทำการกำหนดกรรมฐานกองใดกองหนึ่ง เช่น อานาปานสติ แล้วกำหนดรู้ลมหายใจ เมื่อฟุ้งซ่านไปก็กำหนดรู้ว่าฟุ้งซ่าน ก่อนจะกลับมาอยู่ที่ลมหายใจเหมือนเดิม! ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ เรียนรู้ ที่จะอยู่กับลมหายใจอย่างมีสติ โดยไม่หวังว่าจิตจะต้องสงบนิ่งดิ่งหรือเห็นแสงสว่าง เห็นสิ่งเหนือมนุษย์ใดๆ
ประการที่ 2 การปฏิบัติต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะคนส่วนใหญ่แยกการปฏิบัติออกจากชีวิตประจำวัน คือเมื่อถึงเวลาไปเข้าคอร์สกรรมฐาน ก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างดี พอกลับบ้านก็มาใช้ชีวิตในรูปแบบเดิม โดยไม่ได้นำกรรมฐานที่เรียนรู้มาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ดังนั้น เมื่อแยกกันเด็ดขาดเช่นนี้ ความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมก็ย่อมไม่มี พอเข้าคอร์สกรรมฐานเมื่อใดก็ต้องไปเริ่มต้นกันใหม่ทุกครั้ง ดังนั้น ที่ถูกต้องคือ ต้องพยายามเจริญสติในชีวิตประจำวันให้ได้ ไม่แยกโลกออกจากธรรม ไม่แยกการปฏิบัติธรรมออกจากชีวิต และต้องปฏิบัติให้ต่อเนื่อง
ประการที่ 3 พยายามจดจำและรักษาอารมณ์กรรมฐาน เมื่อใดที่ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าถึงอารมณ์แห่งกรรมฐาน จนจิตมีความสงบเย็นเป็นสมาธิ สติมีความชัดเจน สามารถกำหนดรู้อาการทางกายและใจได้ดี ให้พยายามจดจำและประคับประคองสภาวะเหล่านี้ให้อยู่กับเรานานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรียกว่าเป็นการทรงอารมณ์กรรมฐานไว้ หมั่นทำให้ชิน ครั้งแรกอาจรักษาได้แค่ไม่กี่นาที เมื่อทำเรื่อยๆ จิตมีความคุ้นชินมากขึ้น ย่อมสามารถรักษาอารมณ์ได้นานยิ่งขึ้น เมื่อไหร่ที่จิตสามารถทรงอารมณ์กรรมฐานได้อย่างต่อเนื่อง ภาวะแห่งความทุกข์ย่อมแทรกเข้ามาในจิตใจไม่ได้
ประการที่ 4 ทบทวนเหตุที่ทำให้การปฏิบัติธรรมมีความก้าวหน้า คือ วันไหนเจริญกรรมฐานได้ดี วันนั้นต้องทบทวน ดูว่า เพราะอะไรเป็นเหตุให้กรรมฐานดี รับประทานไม่อิ่มเกินใช่หรือไม่ งดการดูหนังดูละครใช่หรือไม่ พักผ่อนเพียงพอใช่ หรือไม่ อะไรเป็นเหตุต้องพยายามวินิจฉัยให้ชัดเจน หรือ เมื่อทำกรรมฐานได้ไม่ดี จิตมีความฟุ้งซ่านอยู่ตลอด คิดกังวลไม่เลิก ไม่สามารถกำหนดสติได้ ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นเพราะอะไร เครียดหรือไม่ พักผ่อนน้อยหรือไม่ รับประทานอาหารเย็นมากไป หรือไม่ เป็นต้น
ลองพิจารณาดูว่า ใน 4 ประการนี้ ยังมีอะไรที่ติดขัดอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็พยายามแก้ไข แล้วการปฏิบัติธรรมจะก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว…
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐