กทม. – นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าฯกทม. เปิดเผยว่า ปัจจุบันกทม.ต้องจัดสรรงบประมาณ เพื่อบำบัดน้ำเสียอยู่ปีละ 700 ล้านบาท โดยที่กทม.ยังไม่ได้มีการประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ขณะนี้สำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้เสนอประกาศกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดประเภทแหล่งกำเนิดน้ำเสียที่ถูกจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ต่อนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. เพื่อลงนามให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป คาดว่าภายในเดือนก.ค.นี้จะเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย จากแหล่งกำเนิด ประเภทที่ 3 ก่อน คาดว่ากทม.จะมีรายได้เพิ่มจากการจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสีย ไม่เกิน 70 ล้านบาท จากนั้นจึงจะขยายจัดเก็บในแหล่งกำเนิดน้ำเสีย ประเภทที่ 2 และประเภท 1 ตามลำดับ
กทม.ยืนยันว่าการเริ่มจัดเก็บค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียไม่ได้ไปสร้างภาระกับประชาชน แต่จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียของกทม. และทำให้การบำบัดน้ำเสียมีคุณภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ประกอบการที่ต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียแบบเต็มรูปแบบ เหลือแค่บำบัดน้ำเสียบางส่วน ขณะเดียวกัน กทม.จะลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียอีกทางหนึ่งด้วย โดยการติดตั้งแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ทั้งนี้ ปัจจุบันน้ำเสียที่เข้าโรงบำบัดจริงยังต่ำกว่าขีดความสามารถในการบำบัดของโรงบำบัดน้ำเสีย เกือบ 50%
สำหรับการคิดค่าบริการ จะคิดจากปริมาณน้ำเสียที่ร้อยละ 80 ของปริมาณการใช้น้ำประปา คูณด้วยอัตราค่าธรรมเนียม ตามประเภทของแหล่งกำเนิดน้ำเสีย โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ แหล่งกำเนิดน้ำเสียประเภทที่ 1 ประกอบด้วย 1.บ้านเรือนที่พักอาศัย 2.อาคารชุด หรือคอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หอพัก อัตราค่าธรรมเนียมจัดเก็บ 2 บาทต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) แหล่งกำเนิดน้ำเสียประเภทที่ 2 ประกอบด้วย
1.หน่วยงานของรัฐ อาคารทำการของหน่วยงานรัฐ 2.มูลนิธิ ศาสนสถาน 3.โรงพยาบาลและสถานพยาบาล 4.โรงเรียน 5.สถานประกอบการที่มีการใช้น้ำไม่เกิน 2,000 ลบ.ม. อัตราค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 4 บาทต่อ ลบ.ม. แหล่งกำเนิดน้ำเสียประเภทที่ 3 ประกอบด้วย 1.โรงแรม 2.โรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน และสถานประกอบการที่มีการใช้น้ำเกิน 2,000 ลบ.ม. ต่อเดือน อัตราค่าธรรมเนียม 8 บาทต่อ ลบ.ม.