แม้จะเปิดตัวกันมาพักใหญ่แล้ว แต่ดูเหมือนรถลูกครึ่งเสียบปลั๊ก เอ็มจี เอชเอส ปลั๊ก-อิน ไฮบริด (MG HS PHEV) ยังคงได้รับการตอบรับ จากนักเลงรถหัวใจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเพราะเป็นรถอเนกประสงค์แบบ SUV ใช้พลังงาน 2 รูปแบบ ไฟฟ้าและน้ำมัน เหมาะกับคนไทยที่ใช้รถยนต์คันเดียว ใช้ทั้งวันทำงานและวันพักผ่อน ไม่ต้องปรับพฤติกรรม หรือเป็นนักวางแผน เมื่อเทียบกับใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า 100%

‘ข่าวสด ยานยนต์’ มีโอกาสได้ขอยืมมาทดสอบระยะเวลาสั้นๆ เน้นวิ่งในเมือง ได้รับคำตอบจาก พีอาร์หนุ่มสายโอปป้า ‘สุภกิจ วิเศษไพฑูรย์’ แห่งเอ็มจี เซลส์ ประเทศไทย ให้เข้าไปรับรถได้ช่วงต้นสัปดาห์

สายๆ วันจันทร์ บนถนนสีลม ถึงแม้การจราจรจะไม่ได้แน่นหนึบเพราะยังขยับกันได้ เพียงแต่ค่อนข้างหนาแน่น หลบหลีกเพื่อนร่วมทางได้อย่างสบายมือ

ไฟฟ้าที่มีอยู่ในแบตเตอรี่ 54% วิ่งได้ 35 ก.ม. อนุมานเอาว่า ถ้าชาร์จเต็มวิ่งไฟฟ้าอย่างเดียวได้ประมาณ 70 ก.ม. วิ่งไป-กลับจากบ้านย่านรามอินทรา ก.ม.2 ไปที่ทำงานประชานิเวศน์ 1 ระยะทางไม่ถึง 50 ก.ม. เลือกโหมด EV ใช้ไฟฟ้าอย่างเดียว ถึงบ้านชาร์จข้ามคืนได้กลับมาเต็ม 100% ไม่ต้องแตะน้ำมันเลยสักหยด

ต่อเมื่อวิ่งออกนอกเส้นทางและเลือกโหมดขับขี่แบบอื่น ระบบ จะคำนวณความเหมาะสม โดยให้เครื่องยนต์เข้ามาร่วมทำงานด้วยในบางจังหวะ แม้ไฟฟ้าในแบตเตอรี่ยังมีอยู่เพียงพอก็ตาม ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี เครื่องยนต์จะได้ทำงานบ้าง

เลือกโหมดการขับขี่แบบ Eco หลังจากลองเทียบกับโหมด Normal แล้วแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่าง ดังนั้น เพื่อความประหยัดพร้อมลดภาระการใช้งานเบรก เพราะระบบนี้จะหน่วงตัวรถทันทีเมื่อถอนคันเร่ง ทั้งชะลอความเร็ว และปั่นไฟฟ้ากลับไปใส่ไว้ในแบตเตอรี่

กำลังของมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุด 122 แรงม้า แรงบิด 230 นิวตันเมตร เรียกมาใช้งานได้ตั้งแต่ลงน้ำหนักเท้าที่แป้นคันเร่งในทันที ช่วยให้การเร่งแซง โยกไปซ้าย ย้ายไปเลนขวา ทำได้อย่างกระชับฉับไว

มาถึงเส้นเกษตร-นวมินทร์ จังหวะออกจากซอยแล้วไม่มีรถเลย สักคัน ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ถนน 4 เลน ตรงๆ บล็อกหนึ่งเต็มๆ ระยะทางร่วม 1 ก.ม. ไม่รอช้า กดปุ่ม Super Sport ปุ่มสีแดงโดดเด่น บนพวงมาลัย

กำลังของเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 162 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร และเมื่อรวมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้มีพละกำลังสูงสุด 284 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตัน-เมตร ถูกรีดกำลังมาใช้งานเต็มประสิทธิภาพไว้สำหรับเร่งแซงยามคับขัน หรือออกตัวแบบไม่เห็นฝุ่น

สุดท้ายปรับมาที่โหมด Sport รู้สึกได้ว่าเกียร์อัตโนมัติ เกียร์แบบ EDU II-10 Speeds ทำงานลากรอบนานขึ้น รวมถึงความหน่วงของตัวรถเมื่อถอนคันเร่งหายไป เติมเต็มอารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ต

ช่วงล่างบนย่านความเร็ว 120-130 ก.ม.ต่อช.ม. ไปได้อย่างเนียนเรียบ ไม่มีอาการหวิวให้ได้รู้สึก แถมด้วยความเงียบที่ดีงามเกินมาตรฐาน เหลือบดูความเร็วทะลุ 130 ก.ม.ต่อช.ม.ไปแล้ว เพิ่งได้ยินเสียงลมแว่วๆ เข้ามาในห้องโดยสารเพียงเล็กน้อย

ต่อเมื่อทำความเร็วทะลุ 160 ก.ม.ต่อช.ม.ไปแล้ว ตัวรถเริ่มลอย กำพวงมาลัยให้กระชับ อีกนิดเพื่อเพิ่มความมั่นใจ

ระบบความปลอดภัยมีมาให้เต็มคัน เตือนมุมอับสายตาที่เสา A ไม่ใช่ที่กระจกมองข้าง ทำให้ไม่บังสายตา เตือนเมื่อรถออกนอกเลน เตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนรถคันหน้า เป็นต้น

ดีไซน์ของเจ้าเอ็มจี เอชเอส พีเอชอีวี คันนี้ หรูหราไม่เบาเลยทีเดียว ขับตามหลังหรือขับสวนกัน มองไกลๆ ให้นึกว่าเป็นรถ SUV ของค่ายรถสปอร์ตจากฝั่งยุโรปกันเลยทีเดียว

ด้วยเส้นสายของตัวถังแบบ British Shoulder Line โค้งมน กระจังหน้าดีไซน์ใหม่ตามแบบฉบับ และเอกลักษณ์เฉพาะ Digital Burning Grille สีทูโทน

ไฟหน้า พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน ไฟท้ายแบบ Full LED กันชนท้ายดีไซน์ใหม่ เท่ขึ้นด้วยท่อไอเสียคู่

ภายในตกแต่งสีทูโทนขาว-น้ำเงิน ให้ความรู้สึกหรูหรา เบาะหนังคู่หน้าใช้วัสดุ Alcantara เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง

หน้าจอข้อมูลการขับขี่ขนาด 12 นิ้ว หน้าจอกลางแบบสัมผัสขนาด 10 นิ้ว รองรับความบันเทิงหลากหลายรูปแบบ ระบบปรับอากาศแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา

ติดตั้งระบบ i-SMART เพิ่มความสมาร์ต เติมความสะดวกสบายในการใช้งาน อาทิ ระบบตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ และการชาร์จ ค้นหาสถานีชาร์จ ระบบแจ้งเตือนเมื่อความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบการทำงาน หรืออุปกรณ์ของรถ ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย

MG HS PHEV มีให้เลือก 2 รุ่น คันที่นำมาทดสอบนี้เป็นตัวท็อป รุ่น X ราคาอยู่ที่ 1.379 ล้านบาท ขณะที่รุ่น D ตัวเริ่มต้นราคาอยู่ที่ 1.299 ล้านบาท

นักเลงรถหัวใจสีเขียวแวะไปทดลองขับกันได้ที่โชว์รูม MG ทั่วประเทศ

กิตติพงศ์ ศรีเจริญ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน