เศรษฐกิจไทยกำลังจะโตช้าลงเรื่อยๆ ต่อเนื่องมานับ 10 ปี และช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค โดยเกิดจากความสามารถในการสร้างผลผลิตของไทยที่มีแนวโน้มแย่ลงในหลายมิติ ซึ่งชัดเจนว่าเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยเฉพาะนโยบายกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้น
เห็นได้จาก 1.การส่งออกที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนแรงลงจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน 2.ภาคการท่องเที่ยวที่ก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจสำคัญตั้งแต่ปี 2012 ถึงแม้จะฟื้นตัวได้หลังโควิด แต่ในอนาคตอาจไม่สามารถเป็นกำลังขับเคลื่อนหลักได้ดีเท่าในช่วงที่ผ่านมา
และ 3.ภาคเกษตรไทยที่มีสัดส่วนแรงงานถึง 1 ใน 3 ของประเทศ ประสบกับปัญหาผลิตภาพที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง และยังไม่มีการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม
ทั้งนี้ ต้องการนำเสนอโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย ที่เราต้องช่วยกันตอบ ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศไทยกำลังเผชิญในปัจจุบันและกำลังทวีความรุนแรงขึ้นในหลายด้าน คือ 1.จำนวนแรงงานไทยที่กำลังจะหายไปอีก 3 ล้านคนภายในปี 2030 และ 11 ล้านคนภายในปี 2050
2.โลกที่กำลังเผชิญกับการทวนกลับของโลกาภิวัตน์ และการดึงกลับของฐานการผลิต ทำให้การลงทุนจากต่างประเทศเริ่มลดลง 3.การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ความเสี่ยงต่ออุตสาหกรรมเก่า
4.การแข่งขันในตลาดที่อยู่ในระดับต่ำทำให้ธุรกิจไทยขาดแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม
5.คุณภาพการศึกษาไทยที่ด้อยลง ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่สูงขึ้น 6.การก้าวเข้าสู่สังคมสูงอายุเต็มขั้นของไทย ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาด้านการคลัง ระบบสาธารณสุขและภาระสวัสดิการของภาครัฐ
7.ความมั่นคงทางพลังงานและการขาดดุลด้านพลังงานกำลังรุนแรงขึ้น จากปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังลดลง และ 8.ปัญหามลพิษและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกและการขาดมาตรการรับมือที่เหมาะสมของไทย
ทั้งนี้ หากยังไม่มีการดำเนินนโยบายที่ตอบโจทย์ใหญ่ข้างต้น หรือนโยบายยังเป็นไปในแบบที่เกิดขึ้นในอดีต มีแนวโน้มที่จะเกิดผลลัพธ์ คือ 1.คนไทยขาดความมั่นคงในรายได้ 2.โอกาสที่คนที่เกิดมาจนจะถีบตัวเองขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางหรือคนรวยจะเป็นไปได้ยากขึ้นมาก 3.คนไทยต้องแบกรับภาระภาษีมากขึ้น และ 4.ชีวิตเปื้อนฝุ่น ปัญหาสุขภาพ
ดังนั้น หากโจทย์ใหญ่เชิงโครงสร้าง 8 ด้าน ยังเป็นเหมือน “คำถามที่ยังไม่มีใครตอบ” ยิ่งจะทำให้เป็นการเสียโอกาส
กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร