ในที่สุดก็มีโอกาสได้ยืมรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) เนต้า วี (NETA V) ครอสโอเวอร์ ไฟฟ้า 100% ของค่ายเนต้า ออโต้ ไทยแลนด์ มาทดสอบเสียที เพราะที่ผ่านมาคิวไม่ตรงกันสักครั้ง โดยผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์สาว ธิราภร ย้อยแสง ให้เข้าไปรับรถได้ที่โชว์รูม เนต้า ซ.วัดลาดปลาดุก ย่านบางบัวทอง
เนต้า วี ดีไซน์โฉบเฉี่ยว ได้แรงบันดาลใจจากปลาโลมา ไฟหน้าเปิด-ปิดอัตโนมัติ มาพร้อมไฟส่องสว่างเวลา กลางวันแบบ LED
ไฟท้ายแบบ LED ขนาดใหญ่ตั้งแต่แก้มท้าย ไปจดฝากระโปรง สปอยเลอร์หลังทรงสปอร์ต พร้อมไฟเบรกดวงที่ 3

รับรีโมตดีไซน์ทรงกลมคล้ายนาฬิกาเรือนโต เดินไปกดเปิดประตูรถปุ๊บ ตัวรถสตาร์ตทันที โดยยังไม่ได้เข้าตัวรถ ส่วนเวลาจะดับเครื่องก็แค่ลงจากรถแล้วกดล็อกเท่านั้น
พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน หัวตัด ท้ายตัด หน้าจอข้อมูลแนวนอนยาว ดีตรงไม่ขวางตา แต่ด้วยขนาดที่เล็ก และไม่สู้แสง ทำให้เวลาเจอแดดจัดๆ มองข้อมูลไม่ค่อยชัด
หน้าจอกลางแนวตั้ง ราวกับมีแท็บเล็ตขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงตั้งค่าตัวรถ เช่น โหมดการขับขี่ ไปจนถึงระบบปรับอากาศ
จากการใช้งานแล้ว บอกได้เลยว่ายุ่งยากอยู่พอประมาณ หากต้องการปรับเปลี่ยนระหว่างการขับขี่แนะนำให้จัดการเสียตั้งแต่ก่อนออกรถ หรือไม่ก็ให้ผู้โดยสารด้านข้างเป็นคนจัดการให้ดูจะเหมาะกว่า
หน้าจอแสดงไว้ว่ากำลังไฟฟ้าในแบตเตอรี่แบบลิเทียม-ไอออน ขนาด 38.5 kwh อยู่ที่ 97% สามารถวิ่งได้ 375 ก.ม. ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสูงสุด 95 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 150 นิวตัน-เมตร

การจราจรบนถนนกาญจนาภิเษกค่อนข้างหนาแน่น ต้องคอยหลบหลีกเพื่อน ร่วมทางเป็นระยะๆ กะจังหวะให้ดีเพื่อเร่งแซงไม่ให้น่าเกลียด ดีว่าขนาดรถกะทัดรัด ทำให้มีความคล่องตัวอยู่พอประมาณ
กะว่าจะวิ่งให้ใกล้หมดไฟแล้วค่อยชาร์จ แต่ด้วยเพราะมีภารกิจต้องเดินทางไกล ตัดสินใจหันหัวรถเข้าชาร์จหลังจากไฟฟ้าในแบตเตอรี่เหลือ 65%
มีหัวจ่ายไฟฟ้าอยู่ 4 หัว เต็มทุกช่อง ต้องนั่งตบยุงรออยู่พักใหญ่
ได้หัวชาร์จที่จ่ายไฟฟ้าสูงสุด 25 kw ใช้เวลาในการชาร์จอยู่ พอประมาณ จนไฟฟ้าชาร์จเข้าแบตเตอรี่ 98% ระบบแจ้งว่าเกิดปัญหา ไม่สามารถชาร์จต่อได้ สรุปชาร์จไฟฟ้า 33% ใช้เวลาไป 48 นาที เบ็ดเสร็จรวมรอด้วยใช้เวลาชั่วโมงครึ่ง ระยะทางที่วิ่งได้ 381 ก.ม.

วันรุ่งขึ้นฝนตกลงมาหนักมาก ทำให้การจราจรหนาแน่นมาก เคลื่อนตัวตามกันไปช้าๆ ปุ่มสั่งงานใบปัดน้ำฝนมีขนาดเล็ก อยู่ตรงกลางของก้านไฟเลี้ยว ต้องเอื้อมมือเข้าไป ทั้งต้องละมือจากพวงมาลัย และยังใช้งานยาก
ส่วนการไม่มีใบปัดน้ำฝนหลังทั้งๆ ที่เป็น รถครอสโอเวอร์ ใช้ไล่ฝ้าช่วยก็ยังไม่เคลียร์ เท่ากับใบปัดน้ำฝน
ถึง ถ.สายเอเชีย เริ่มทำความเร็ว เข็มไมล์ ไต่ขึ้นช้าๆ ไปจนสุดที่ 110 ก.ม. ต่อ ช.ม. ขยี้เท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น นอกเสียจากจะปรับเป็นโหมดสปอร์ต ความเร็วขยับอีกนิดไปสุดที่ 120 ก.ม. ต่อ ช.ม.
แต่ก็อย่างที่บอกว่าจะปรับเปลี่ยนอะไรก็ตามต้องเข้าไปที่จอกลาง ค่อนข้างยุ่งยาก และต้องละสายตาจากถนนอีกด้วย

ช่วงล่างบนย่านความเร็วต่ำ เข้าโค้ง เปลี่ยนเลน ทำได้ค่อนข้างดี ไหลลื่นต่อเนื่อง จนความเร็วขึ้นไปเกิน 90 ก.ม.ต่อ ช.ม. ช่วงล่างเริ่มมีความหวิวให้ได้รู้สึก ยิ่งจังหวะผ่านหลุม บ่อ คอสะพาน แรงสะท้านเข้ามาค่อนข้างชัด ทำให้ต้องกุมพวงมาลัยให้แน่นขึ้นเพื่อเพิ่ม ความมั่นใจ
เสียงเตือนไฟฟ้าเหลือน้อยที่ 20% ดูระยะทางเหลือ กับจุดหมายปลายทางที่จะเข้าไปชาร์จ เพียงพออยู่แม้จะเฉียดฉิวก็ตาม ด้วยความเชื่อใจในระบบว่ายังไงก็ไปถึง

แต่ความเป็นจริง เมื่อไฟฟ้าเหลือ 3% ระยะทางที่วิ่งได้อีก 10 ก.ม. จุดหมายปลายทางเหลืออีกไม่ถึง 6 ก.ม. มั่นใจว่าเหลือๆ
ทันใดนั้นเอง ตัวรถมีความผิดปกติ เร่ง ไม่ขึ้น ต้องจอดซ้ายริมถนน สรุปว่าวิ่งไปได้ 306 ก.ม.
จอดสนิทกำลังไฟเหลือ 2% ใส่เกียร์ D ไม่ได้แล้ว แต่ระบบไฟ รวมถึงแอร์ ยังคงทำงานอยู่ ติดต่อเข้าไปยังคอลเซ็นเตอร์แล้วรอ ยานแม่รถสไลด์มารับ

เหตุการณ์นี้ทำได้รับรู้อีกหลายเรื่อง คืออย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจระบบ ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้พอสมควร และรถ EV เมื่อไฟหมดแล้วคือจบ ไม่สามารถเอาไฟมาเติมได้เหมือนน้ำมัน
นักเลงรถหัวใจสีเขียวที่กำลังมองที่จะใช้รถ EV ต้องศึกษารายละเอียด รวมถึงประเมิน ว่าตัวเองพร้อมปรับพฤติกรรมให้สอดรับกับ รูปแบบการใช้งานได้หรือไม่
ขณะที่ค่าตัวเนต้า วี 549,000 บาท เป็นราคาหลังจากได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติแล้ว จะคุ้มค่าหรือไม่ต้องแวะไปทดลองขับที่โชว์รูมเนต้า ทั่วประเทศ
กิตติพงศ์ ศรีเจริญ