สำคัญกว่าผลการเลือกตั้งว่าชัยชนะจะเป็นของพรรคการเมืองไหน นั่นก็คือการออกเสียงเลือกตั้ง ต้องเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม

เพื่อแสดงถึงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

แม้จะน่ากังวลต่อประสิทธิภาพการบริหารของกกต.อยู่บ้าง แต่ก็ เชื่อว่า กกต.เองก็คงต้องทำเต็มที่ ไม่เสี่ยงกับการต้องตกเป็นผู้ต้องหา หรือต้องไปติดคุกตอนแก่อย่างแน่นอน

จากนั้นจึงเป็นเรื่องทางการเมือง ในการรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับผล การเลือกตั้ง

นั่นก็คือการให้โอกาสพรรคที่ได้ ส.ส.อันดับ 1 หรือเรียกว่าได้รับความไว้วางใจจากประชาชนมากที่สุดจัดตั้งรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงอยู่บ้าง ก็คือท่าทีของส.ว.ที่เริ่มออกมาแสดงความเห็นในทำนองว่าหากอยาก ปิดสวิตช์ส.ว.จริงๆ ก็ต้องรวมเสียงส.ส. ให้ได้เกิน 376 เสียง

หากทำได้เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเป็นการ ปิดสวิตช์ส.ว.ไปโดยปริยาย

เท่ากับว่าเป็นการใช้ฐาน 750 เสียง หรือส.ส.รวมกับส.ว.มาเป็นตัวคำนวณ ยืนยันกลายๆ ว่า ครั้งนี้ส.ว.ยังเอาแน่ พร้อมโหวตเลือกนายกฯ เป็นครั้งสุดท้าย และจะสวนทางกับพรรคที่ประชาชน ไว้วางใจอันดับ 1 ด้วย

ไม่เช่นนั้นจะมาท้าทายให้รวมเสียง เกิน 376 ทำไม!??

จึงเป็นเรื่องที่ต้องดูกันต่อไปยาวๆ ว่า จุดยืนของส.ว.เช่นนี้ มีคนเอาด้วยมากน้อยแค่ไหน

และจะส่งผลอย่างไรต่อผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ หรือรัฐบาลที่กำลัง จะเกิดขึ้น

แต่ที่แน่ๆ สิ่งหนึ่งที่ส.ว.ควรจะตระหนักไว้นั่นก็คือการบิดเบือน ฉันทามติของประชาชน ย่อมไม่ส่งผลดีในระยะยาว

แม้จะบอกว่าที่ผ่านมาก็เคยทำกันมาแล้วไม่เห็นเป็นไร ก็อย่าลืมว่าต้นทุนทางสังคม ความเชื่อมั่นศรัทธา ต่อหลากหลายองค์กรที่ ‘เปลืองตัว’ ไปนั้น ส่งผลอะไรในปัจจุบัน

เมื่อใดความศรัทธาเกิดเป็นวิกฤต กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชัง อะไร จะตามมาคงคิดได้ไม่ยาก

หากยังคิดว่าทำได้ต่อไปโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จากสังคม ก็ลองดูอีกสักครั้ง

อนาคตจะเป็นคำตอบเอง!!!

รุก กลางกระดาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน