ด่านหินตั้งรัฐบาล-พิธานายกฯ

รายงานพิเศษ

ผลเลือกตั้งส.ส. 14 พ.ค. พรรคก้าวไกลคว้าชัยทั้งในส่วนส.ส.เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อมาเป็นพรรคอันดับ 1 แบบเกินคาดหมาย

หากการจัดตั้งรัฐบาลในเบื้องต้น ก่อนนำไปสู่การโหวตเลือกนายกฯ ของที่ประชุมรัฐสภายังขาดเสียงหนุนอีกร่วม 60 เสียง เพื่อให้ครบ 376 เสียงตามกฎหมาย

ท่ามกลางกระแสกดดันที่พุ่งเป้าไปยังส.ว. และส.ส.พรรครัฐบาลเดิม ให้มาร่วมโหวตหนุน

การจัดตั้งรัฐบาลจะราบรื่น นายพิธาจะได้นั่ง นายกฯ คนที่ 30 หรือไม่ เป็นที่จับตาจากชาวไทยและต่างชาติ


ยุทธพร อิสรชัย คณะรัฐศาสตร์ มสธ.

สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลตอนนี้ 50:50 แต่แน่นอนว่านายพิธาและพรรคก้าวไกล มีความชอบธรรมมากที่สุดในการจัดตั้งรัฐบาล และการรวบรวมเสียงก็เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนฯ แต่โจทย์ใหญ่ก็คือ ส.ว. จะทำให้ไปถึง 376 ได้หรือไม่

เพราะตอนนี้ถ้าอาศัยเสียงส.ส. เพื่อปิดสวิตช์ส.ว.คงยาก ดังนั้นก็ต้องไปอาศัยเสียงส.ว. ซึ่งยัง 50:50 เพราะเวลานี้ยังเหลือเวลาอีก 60 วัน ที่ กกต.ต้องประกาศรับรองผล และหลังจากนั้นต้องเปิดประชุมสภา จากนั้น อีก 15 วันเลือกประธานสภา และมีขั้นตอนต่างๆ อีกซึ่งไม่ง่าย ดังนั้น อีก 60 วันข้างหน้าจึงไม่มั่นใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น

จำนวนเสียงที่ยังขาดอยู่อีก 63 เสียง หลังรวม 8 พรรคได้ 313 เสียง ก็ไม่ง่ายที่ ส.ว.จะมายกให้ เพราะวันนี้ส.ว. แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ส.ว.ที่จะโหวตตามฉันทามติประชาชน 2.โหวตคว่ำ ประเด็นที่ส.ว.ติดใจเรื่องมาตรา 112 หรือประเด็นอื่นก็ตาม 3.กลุ่มโหวตโน คืองดออกเสียง ซึ่งถ้าเป็นอย่างนี้กลุ่ม 2 และ 3 อาจมากกว่ากลุ่ม 1 และเป็นไปได้ที่จะทำให้เสียงไม่ถึง 376 เสียง

ส่วนจะหวังให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมมาช่วยเติมเสียงให้นั้นคงมาช่วยยาก พรรคภูมิใจไทยก็ประกาศแล้ว ไม่เอาด้วย พรรครวมไทยสร้างชาติก็คงยากที่จะมา ขณะที่พรรคพลังประชารัฐก็คงยากเหมือนกัน

ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ถึงมาก็ไม่พอ เพราะแค่ 25 ที่นั่งเท่านั้น ชาติไทยพัฒนาก็ 10 ที่นั่ง แต่เชื่อว่าไม่มา ดูจากที่ น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา แสดงความเห็นใน เฟซบุ๊กก็เห็นชัดเจน ฉะนั้นโอกาสคงไม่ง่ายที่พรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะมาช่วยโหวตและปิดสวิตช์ส.ว.

แนวทางการขอเสียงสนับสนุนจากทั้ง ส.ส.และส.ว. ดูแล้วยังไม่ชัดเจนว่าจะมีแนวทางอย่างไร พรรคก้าวไกลก็บอกว่าใช้กระแสสังคมกดดัน ส.ว.ต้องฟังเสียงประชาชน เราก็ไม่รู้ว่าเอาเข้าจริงแล้ว ส.ว.จะฟังหรือไม่ เป็นสิ่งที่เราต้องดูกันต่อไป

คิดว่าควรต้องมีโรดแม็ปที่ชัดเจนกว่านี้ว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึง 376 ได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ชัด และนึก ไม่ออกว่าจะทำอย่างไรให้ไปถึง 376 ถ้าจะอาศัยพลังสังคมกดดัน ส.ว. ถ้าอีก 2 เดือนข้างหน้าก็เป็นได้ถ้ากระแสหายไปแล้วก็ไม่ง่ายเหมือนกัน จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ของก้าวไกล

ดังนั้น หากให้บอกว่านายพิธา มีโอกาสเป็นนายกฯ กี่เปอร์เซ็นต์ ก็ตอบว่า 50:50 ปัจจัยผกผันประการแรกคือการประกาศรับรองผลของกกต. จะเป็นอย่างไร จะทำให้ตัวเลขตรงนี้เปลี่ยนแปลงหรือไม่ และถ้าเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อสมการการเมืองหลังจากนั้น

ประการที่สอง การเมืองแบบไทยๆ ที่เราเรียกว่าพรรคเดียวกันแต่คนละพวก หรือพวกเดียวกันแต่คนละพรรค จะทำให้เรื่องของมุ้งทางการเมืองมีความสำคัญ พรรคก้าวไกลอาจเคลียร์ในระดับพรรคได้ แต่ระดับมุ้งเป็นเรื่องที่ยาก เพราะแต่ละมุ้งมีผลประโยชน์ทางการเมือง มีเรื่องของจุดยืนทางการเมืองที่ต่างกัน ก็ไม่ง่าย

ประการที่สามคือการเดินทางกลับของนายทักษิณ ชินวัตร ถ้ากลับมาจริงช่วงนั้นจะเป็นช่วงการจัดตั้งรัฐบาล

การโหวตนายกฯ หากเสียงยังไม่ถึงหรือถูกยื้อออกไปอีกผลเสียจะเกิดขึ้นแน่นอนกับเรื่องเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น และการเคลื่อนไหวทางสังคมซึ่งอาจจะมีม็อบออกมาเคลื่อนไหวต่างๆ ก็เป็นไปได้

ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของประเทศไทย ในแง่ผลดีถ้าผู้มีอำนาจในบ้านเมืองฟังเสียงประชาชน ไปในทิศทางที่สามารถจะไปกันได้ ก็ทำให้สภาวะการเมืองนอกสภาก้าวหน้า

ในทางตรงกันข้ามยังมีความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ ก็จะ ส่งผลกระทบต่อกระบวนการที่จะทำให้การเดินหน้าของประเทศไทยอาจประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ความขัดแย้งในสังคม จะส่งผลต่อประเทศไทยในระยะยาว

วันนี้ทุกฝ่ายต้องพูดคุยกัน การเมืองเป็นเรื่องของการแสวงหามิตร แน่นอนเสียงข้างมากเราต้องยอมรับว่ามีความชอบธรรม ขณะเดียวกันก็ต้องรับฟังความคิดเห็นเสียงข้างน้อยด้วย ถึงจะทำให้บ้านเมืองนั้นไปได้ นี่คือสิ่งที่ทุกฝ่ายต้อง ช่วยกัน ในการจะทำให้เราไปถึงการแก้ปัญหาของบ้านเมือง ร่วมกัน

เชื่อว่าไม่มีสุญญากาศเพราะถึงอย่างไรพล.อ.ประยุทธ์ ก็รักษาการอยู่แล้ว และคงไม่ถึงขั้นที่จะมีม็อบลงถนน แต่ถ้าท้ายที่สุดมีปัญหาในการโหวตเลือกนายกฯ ก็เป็นไปได้ที่จะมีม็อบ แต่ยังเชื่อว่าทุกฝ่ายจะระมัดระวัง ในการที่จะเดินหน้าตรงนี้กันทั้งสองฝ่าย

สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง

การโหวตนายกฯที่ต้องเป็นไปตามพรรคเสียงข้างมาก ดูจากท่าที ส.ว.หลายคน คิดว่าจะโหวตให้นายพิธา เป็นนายกฯ หรือไม่นั้น ส่วนตัวเป็นคนเรียกร้องว่าส.ส.น่าจะช่วยกัน เพราะหวังเสียงจากส.ว.เขาอาจรับผิดชอบต่อคนที่แต่งตั้งเขามากกว่า

ส่วนประเด็นที่ ส.ว.อยากให้พรรคก้าวไกลถอยเรื่องการแก้มาตรา 112 ก็เห็นว่าทางก้าวไกลก็ต้องฟัง อะไรที่พอโอนอ่อนได้ก็น่าจะยอมลดราวาศอกบ้าง เพื่อให้ผ่านไปได้ คือไม่ใช่แข็งเข้าใส่อย่างเดียว

ส่วนพรรคก้าวไกลควรทำความเข้าใจกับทางส.ว.หรือไม่นั้น ก็เห็นว่าได้ทำความเข้าใจแล้วแต่คนไม่ยอมเข้าใจก็จะไม่ยอมเข้าใจอีก ก้าวไกลพูดคำว่าแก้ไขก็ไปบอกว่าเขายกเลิก คนที่ไม่เข้าใจก็หลับหูหลับตาไม่เข้าใจ ซึ่งเข้าใจว่าก้าวไกลก็ลำบากเหมือนกันเพราะพูดไม่รู้กี่ร้อยเที่ยว

ถ้าเป็นเราก็เข้าใจไปแล้ว เพราะพรรคก้าวไกลเขาไม่ได้คิดว่าถ้าแก้แล้วจะแก้ได้ด้วยซ้ำไป แต่การแก้ไขต้องมีคนอื่นมาร่วมด้วย ไม่ใช่พรรคก้าวไกลพรรคเดียวแล้วแก้ได้ จริงๆ หากส.ว.มีเจตนาจะไม่รับก็บอกไปเลยหมดเรื่อง

ดังนั้น หากถามว่า 66 เสียงจากส.ว.จะได้หรือไม่ก็อย่าไปตั้งความหวังเลย พูดไปก็เปลืองคำพูดเปล่าๆ เพราะส.ว.เขาตั้งหลักไว้อย่างนั้นแล้ว

แต่ ส.ส.ต้องร่วมมือกันมากกว่าเพื่อปลดแอกอำนาจนอกระบบให้หมดไปเสียที โดยที่ไม่ต้องพึ่งเสียงของส.ว.เลย เพราะที่ผ่านมาพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่แสดงความคิดเห็นออกมา ดูแล้วบางพรรคก็พอไหวอย่างพรรคประชาธิปัตย์ที่ดูเหมือนมีแนวโน้มที่ดี

ดังนั้น จึงคิดว่าน่าจะคิดถึงส่วนรวมมากกว่าสำหรับการแพ้ชนะในเกมนี้ เพราะอย่างไรจะให้ไปหวังพึ่งเสียง ส.ว.ไม่ได้แล้ว ง้อไปให้เขาหัวเราะเปล่าๆ

ส่วนถามว่านายพิธา จะได้นั่งนายกฯ หรือไม่นั้น วันนี้เราต้องตั้งมั่นว่านายพิธาควรได้เป็นนายกฯ ถ้าไม่ได้จริงๆ ค่อยมาว่ากัน แต่จะไม่พูดก่อนว่าถ้าไม่ได้แล้วต้องอย่างนั้น ต้องอย่างนี้

ส่วนจะเป็นเกมยื้อของส.ว.หรือไม่นั้นไม่ทราบ แต่เขาก็ต้องเสนอนายพิธา เป็นคนแรกให้โหวตนายกฯ และหากส.ว. ยื้อออกไปก็จะเกิดผลเสีย ซึ่งส.ว.เขาไม่ฟัง แม้พรรคก้าวไกลจะชี้แจงอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง เพราะตั้งหลักไว้แล้วว่าไม่เอานายพิธา

หากถามว่าจะต้องหาทางออกอย่างไร ส่วนตัวไม่หาทางออกว่าควรจะไปในทิศทางไหน แต่อยากเรียกร้องให้ส.ส.ช่วยกันโดยไม่ต้องพึ่งเสียงส.ว.

สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่

คงไม่สามารถตอบได้จริงๆ ว่าส.ว.จะสนับสนุนนายพิธา ให้เป็นนายกฯ หรือไม่ เพราะไม่รู้ว่า ส.ว.คิดอะไร แต่มองว่าคงมีบางส่วนที่สนับสนุน

แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องไปอ้อนวอนส.ว. เพราะไม่มีความชอบธรรมใดๆ ที่นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องไปเจรจาเรียกร้องให้มาโหวตให้

ความคิดส่วนตัวสิ่งที่ควรทำตอนนี้แทนที่จะไปอ้อนวอนเรียกร้อง ส.ว.ให้สนับสนุน ควรจะเรียกร้องให้ส.ว.ออกจากตำแหน่งได้แล้วมากกว่า เพราะ 4 ปีที่ผ่านมา นานเกินไปแล้วสำหรับคนที่มาดำรงตำแหน่งแบบนี้ ไม่เป็นประโยชน์อะไรเลย สิ้นเปลืองงบประมาณทั้งที่ ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรต่อประชาชนเลย

การเลือกนายกฯ รัฐธรรมนูญระบุต้องเกินกึ่งหนึ่งของ 2 สภา หมายความว่าตอนนี้มีส.ว. 250 คน ถ้าสามารถไล่ ส.ว.ออกไปได้เยอะๆ ก็จะทำให้เสียงของ ส.ว.เท่าที่มีของ 2 สภาลดน้อยลง ทำให้คะแนนเสียงของ ส.ส. จะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น

ถ้าระบบการเมืองมันตรงไปตรงมา ถ้าส.ว.ไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการนี้เลย พรรคเสียงข้างมากที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลไม่มีความจำเป็นต้องไปเจรจากับกับฝ่ายพรรครัฐบาลเดิมเลย แต่เนื่องจากตัวระบบ กฎเกณฑ์ กติกามันบิดเบี้ยว ทำให้ต้องมีการไปพูดถึง ส.ส.พรรครัฐบาลเดิมว่าควรทำแบบนั้นแบบนี้ ส.ว.ต้องมาโหวตสนับสนุน

ส่วนท่าทีของสมาชิกบางคนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีท่าทีที่ดีต่อการหนุนพรรคก้าวไกลก็ถือเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาเรื่องนี้คือ ส.ว.ที่ควรต้องออกไป แต่เราไปโยนปัญหาให้กับพรรคอื่นๆ

จากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงสนับสนุนในสภา หรือเงื่อนระยะเวลา ผลที่ออกมาเชื่อว่าจะมีอยู่ 2 แบบ คือ กรณีหากนายพิธา ไม่ได้เป็นนายกฯ เชื่อว่าจะเกิดการชุมนุมขนานใหญ่แน่นอน เพราะผลเลือกตั้งที่ออกมาขนาดนี้ คิดว่าเสียงของประชาชนค่อนข้างดังมากแล้ว และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

หมายความว่าถ้าหากมีความพยายามสร้างความบิดเบี้ยว จึงกังวลและกลัวว่ากำลังจะทำให้สังคมไทยเกิด ทางแยก ซึ่งอย่างน้อยกระบวนการควรจะต้องเดินหน้าไปแบบที่ไม่เป็นปัญหา แบบนั้นจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและดีกว่า

หากโหวตนายกฯ ไม่ได้ หรือการจัดตั้งรัฐบาลมา บริหารประเทศต้องล่าช้าออกไป แน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อภาคเศรษฐกิจ และนักธุรกิจ เขาคงเริ่มกังวลในเรื่องนี้แล้ว เพราะการมีรัฐบาลในขณะนี้ที่ไม่สามารถทำงานได้เต็มที่ ทำให้นโยบายและงบประมาณที่ควรถูกนำมาใช้ไม่ได้ใช้ เป็นปัญหาใหญ่

ฉะนั้น อันดับแรก กกต.ควรรีบประกาศรับรอง ผลการเลือกตั้ง ไม่ต้องไปรอ 60 วัน เพราะเร็วกว่านั้นได้ เพื่อที่รัฐบาลใหม่จะได้เข้ามาทำงานต่อโดยเร็ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน