ดี-เซ็นทรัลไลซ์จน‘ได้ดิบได้ดี’

บุ๊กสโตร์

ได้ดิบได้ดี เพราะเซ็นทรัลไลซ์

หนังสือใหม่จากสำนักพิมพ์บร็อคโคลี บุ๊ก

เมื่อช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นพ่ายแพ้สงครามให้กับสหรัฐอเมริกา ทำให้สหรัฐอเมริกาเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่นำแนวคิดการ กระจายอำนาจมาใช้ในประเทศญี่ปุ่น โดยสร้างความเป็นอิสระในท้องถิ่นผ่านการกระจายอำนาจจากรัฐบาลกลาง เหมือนที่สหรัฐอเมริกาแบ่งอำนาจการปกครองให้กระจายไปตามแต่ละรัฐ

แม้ว่าแนวทางการปฏิบัตินี้จะดูเหมือนเป็นสัญญาณที่ดี แต่ยังคงซ่อนช่องโหว่ในการปฏิบัติจริงไว้อยู่ เพราะกลายเป็นว่าท้องถิ่นต้องทำงานตามคำสั่งจากส่วนกลางในสัดส่วนที่มากจนเกินไป รวมถึงภาษีที่เก็บได้ในช่วงนั้นก็ถูกแบ่งไปให้ส่วนกลางในปริมาณที่มากกว่า ทำให้ข้าราชการท้องถิ่นเริ่มรู้สึกถึงความไม่เท่าเทียม

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ญี่ปุ่นเกิดการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง เริ่มต้นผ่านการเปลี่ยนแปลงในระดับกฎหมาย โดยในปี 1995 ญี่ปุ่นได้ออกกฎหมาย “ส่งเสริมการกระจายอำนาจท้องถิ่น” ที่สนับสนุนการ กระจายอำนาจจากรัฐบาลกลางไปสู่ท้องถิ่น ต่อมาในปี 1999 ญี่ปุ่นออกกฎหมาย “ให้อิสระแก่ท้องถิ่น” ที่จัดการวัฒนธรรมการทำตามคำสั่งให้ลดน้อยลง

การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายนี้ ทำให้แนวคิดหรือทัศนคติแบบ เจ้านาย-ลูกน้องมีความเท่าเทียมและพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น เห็นตัวอย่างได้จากเมืองมิตะกะ ของกรุงโตเกียว ที่มีการรวมตัวกันจากประชาชนในเมือง เพื่อร่วมกันออกแบบอนาคตเมืองตัวเอง

เมื่อประสบความสำเร็จ เมืองนี้ได้กลายมาเป็นกรณีศึกษาสำหรับเรื่องอื่นๆ ต่อไป และแม้ว่าระหว่างทางสู่ความสำเร็จครั้งนี้จะไม่ราบรื่นเสียทีเดียว แต่หนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วมในหมู่ประชาชนที่มีสิทธิเลือกอนาคตได้ด้วยตัวเอง

ขณะที่ทศวรรษ 1970 ประเทศญี่ปุ่นเจอกับวิกฤตน้ำมัน หรือแม้ในปี 1986-1991 ที่ต้องเผชิญกับฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศชะงักและถดถอยลงเรื่อยๆ การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น กลายมาเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยเยียวยาความวิกฤตและกระตุ้นเศรษฐกิจได้

ผลจากการกระจายอำนาจนอกจากจะทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีและทำให้ความสะดวกสบาย สามารถเข้าถึง ทุกพื้นที่ได้อย่างเท่าเทียมแล้ว แต่ละพื้นที่ยังคงอัตลักษณ์และความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของตัวเองไว้ได้ด้วย

เห็นได้จากสินค้าขึ้นชื่อหรือมาสคอตที่มีชื่อเสียงในแต่ละเมืองที่เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางและไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในเกียวโตเพียงอย่างเดียว และแน่นอนว่า ความเท่าเทียมในทุกพื้นที่ย่อมส่งอิทธิพลต่อปัจเจกเสมอ ผู้คนตระหนักถึงอิสระในสิทธิและเสรีภาพของตัวเองอันเป็นรากฐานที่สำคัญในการปลูกฝัง ‘ประชาธิปไตย’ ให้ทุกคนเท่าเทียมกัน

เพราะเมืองและคนต่างขับเคลื่อนกันและกัน จึงอยากชวนคุณทบทวนบทเรียนการ ‘ดี-เซ็นทรัลไลซ์’ จนได้ดี จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบทหนึ่งในหนังสือเรื่อง “Lovable Japan เมืองนี้ที่(คน)รัก” โดย ปริพนธ์ นำพบสันติ

นอกจากจะบอกเล่าถึงแนวคิดการกระจายอำนาจแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวเบื้องหลังการออกแบบเมืองของญี่ปุ่นด้วยใจที่เต็มไปด้วยรัก และยังมีเรื่องราวอีกมากให้ได้รู้จักประเทศญี่ปุ่นมากขึ้นและตกหลุมรักญี่ปุ่นมากกว่าที่เคย

สั่งซื้อออนไลน์ : https://bit.ly/3lU5fpb


ภาวะเสพติดอำนาจมีอำนาจแล้วลงยาก

สํานักพิมพ์ sundogs ชวนหาคำตอบจาก “เธอ ฉัน สวรรค์ นรก” หนังสือวิทยาศาสตร์แบบ pop science ผลงานของ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ ที่อ่านง่ายและได้ความรู้แบบสนุกๆ พร้อมให้ค้นหาสาเหตุที่อาจไม่(เคย)รู้มาก่อน

ร่างกายของมนุษย์นั้นมักจะตอบสนองต่อความสุข ไม่ว่าความสุขเล็กน้อยหรือความสุขยิ่งใหญ่เช่น การกินอาหารเลิศรส ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มมึนเมา หรือแม้แต่ช็อปปิ้ง ก็จะเกิดการ กระตุ้นสมองที่มีชื่อว่า นิวเคลียสแอกคัมเบนส์ (nucleus accumbens) หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ศูนย์กลางแห่งความสุข”

มีงานวิจัยที่ชี้ว่ามนุษย์สามารถเสพติดความร่ำรวยและอำนาจได้แบบเดียวกับสิ่งเสพติดอื่นๆ ทุกอย่าง แน่นอนว่ากลไกการเสพติดก็อยู่ที่สมองส่วนศูนย์กลางความสุขที่ว่านี้

กลไกการเสพติดสามารถอธิบายได้ว่า เมื่อเราได้รับตัวกระตุ้นอะไรมาก็ตาม เช่น อำนาจ สมองส่วนนี้ก็จะหลั่งฮอร์โมนโดพามีน (dopamine) ซึ่งจะช่วยให้มีพลังใจและแรงกระตุ้นให้ทำสิ่งต่างๆ ที่ธรรมชาติคัดสรรมาแล้วว่าจำเป็นต่อความอยู่รอด

แต่จุดอ่อนของกลไกแบบนี้ในสมองของเราก็คือ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่าตัวกระตุ้นหรือพฤติกรรมนั้นๆ เป็นเรื่องดีหรือร้าย หากทำอะไรแล้วมีความสุขสุดๆ เราก็จะติดหนึบกับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่มีข้อยกเว้น ดังนั้นเมื่อได้รับอำนาจมาก็อาจไม่ต่างอะไรกับการได้เสพยาเสพติดนั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีชื่อว่า emotional amoral egoism ที่ชี้ว่าในคนส่วนใหญ่นั้นมีแรงขับทางอารมณ์ (emotional drive) ที่จะปรับเปลี่ยนไปได้แทบตลอดเวลา โดยได้รับผล กระทบอย่างมากจากสิ่งแวดล้อม

จึงมีการเอาตัวเองและความต้องการเอาตัวรอดเป็นที่ตั้ง จนนำไปสู่การเห็นแก่ตัวและเห็นว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ยิ่งเมื่อเสพติดโดพามีนจากตัวกระตุ้นแบบใดแบบหนึ่งแล้ว คนส่วนใหญ่จึงมักจะเสพติดอำนาจและหลงใหลการใช้อำนาจตามอำเภอใจ

ในทางการเมืองแล้ว คนที่เสพติดอำนาจแบบไม่มีการคานอำนาจใดๆ เรียกว่าทำได้ตามอำเภอใจนั้น มักจะตัดสินใจโดยขาดสติอยู่บ่อยๆ การมีระบบการเมืองที่ขาดสมดุลอำนาจจึงเป็นบ่อเกิดของเผด็จการไปทั่วโลกในทุกยุคสมัย แต่การจะตัดอำนาจทิ้งไปอย่างปุบปับก็ไม่ต่างอะไรจากการปล่อยให้ผู้ป่วยติดยาอย่างหนักต้องอดยาอย่างทันทีทันใด จึงมักเกิดอาการ ต่อต้านอย่างถึงที่สุด เพราะกลัวว่าจะมีอาการลงแดงที่ต้องขาดอำนาจ

การถอนอำนาจของผู้นำโดยเฉพาะระบอบเผด็จการจึงยากพอๆ กับการเลิกยาที่เสพติดนั่นเอง ติดตามอ่านได้จาก

เธอ ฉัน สวรรค์ นรก

ผู้เขียน : ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์

สนใจสั่งซื้อคลิก : https://bit.ly/3pnclk8

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน