พระดีหาได้ไม่ยาก

ฝึกจิต

ท่ามกลางข่าวของแวดวงสงฆ์ที่มักมีปรากฏในสื่อ ซึ่ง ส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องไม่ดี จนทำให้จิตใจชาวพุทธผู้เสพข่าวต้องหดหู่เศร้าหมอง เศร้าใจ จนบางครั้งอาจรู้สึกหวาดระแวง พระสงฆ์ส่วนใหญ่

แท้จริงก็ยังมีข่าวดี ข่าวมงคลของพระดีๆ ให้เลือกสดับอีกมากมาย เช่น เรื่องของ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตโต) ที่มีภาพความสมถะของท่านปรากฏให้เห็นในโลกโซเชี่ยลจนเป็นที่อนุโมทนาสาธุกันสนั่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าประคุณท่านนับเป็นปูชนียบุคคลของพระพุทธศาสนาไทยยุคปัจจุบัน มีผลงานด้านการศึกษา ผลงานหนังสือ ผลงานการแสดงธรรมมากมาย และท่านนับเป็นผู้ทรงพระไตรปิฎกของ แผ่นดิน การได้เห็นภาพของท่านจึงนับเป็นมงคลยิ่ง

เรื่องของ พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต เจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งท่านได้ช่วยเหลือผู้ป่วยหนัก ในระยะสุดท้ายมากมายตลอดระยะเวลาหลายสิบปีจนปัจจุบัน

และยังมีพระสงฆ์ที่สร้างคุณประโยชน์อีกมากมายให้กับสังคม ซึ่งการได้เห็นได้สดับฟังเรื่องของพระสงฆ์เหล่านี้ ถือเป็นอุดมมงคล จนสมกับที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สมณานญฺจ ทสฺสนํ เอตมฺมงฺคล มุตฺตมํ คือ การได้เห็นสมณะ เป็นมงคลอย่างยิ่ง

เรื่องของพระสงฆ์ที่ทรงคุณความดี นอกจากเป็นต้นแบบการ เสียสละอย่างยิ่งใหญ่ ยังสะท้อนให้เห็นถึง “ความดีของพระสงฆ์” ที่ช่วยสืบทอดพระพุทธศาสนา สืบสายของอริยประเพณี ที่มีมากว่าสองพันปีให้ชนชาวโลกได้เห็น เพราะปัจจุบัน ข่าวไม่ดีที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ถูกนำเสนอออกมามาก จนคนเสื่อมศรัทธาต่อพระสงฆ์ หรือ หนักเข้าก็พาลไปลงกับพระพุทธศาสนา ทั้งที่ความเป็นจริง “หลักธรรม” ของพระพุทธเจ้า เป็นของดี ที่มีแต่ทำให้ผู้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติดีขึ้น หรือพัฒนาขึ้นแต่ฝ่ายเดียว

และสิ่งที่คนมักมองข้ามคือ “พระดี ในพระพุทธศาสนายังมีมากกว่าพระไม่ดี” อีกทั้ง “พระดี คือ เสาค้ำยัน ที่ทำให้พระพุทธศาสนาสืบทอดต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลจนถึงปัจจุบัน”

ศาสนาพุทธอยู่ได้ถึงวันนี้เพราะพระดี มิใช่อยู่ได้เพราะพระ ไม่ดี ถ้าผู้บวชใดหากินกับผ้าเหลือง ทำทุศีล ทรยศต่อพระวินัย ไม่ช้านานย่อมรุ่มร้อน แพ้พ่าย ความชั่วถูกเปิดโปง จนทนอยู่ ไม่ได้ในร่มกาสาวพัสตร์ เช่นที่มีข่าวให้เห็นกันในสื่อต่างๆ อยู่ ทุกวัน

สมกับที่ พระพุทธองค์เคยตรัสแสดงความอัศจรรย์แห่งธรรมวินัยไว้ประการหนึ่งว่า “ภิกษุทั้งหลาย! มหาสมุทรย่อมซัดสาดซากศพที่ตกลงไปขึ้นฝั่งเสีย ไม่ยอมให้ลอยอยู่นานฉันใด ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้น…”

กล่าวคือ พระธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่สามารถรองรับภิกษุผู้ทุศีล มีใจบาป มีความประพฤติไม่สะอาดน่ารังเกียจ มีการกระทำ ที่ต้องปกปิด ไม่ใช่สมณะแต่บอกกับใครว่าตนเป็นสมณะ ที่สุด ผู้ทุศีลนั้น ก็ย่อมไม่อาจทนอยู่ภายใต้ศรัทธาของพุทธบริษัทและ พระธรรมวินัยได้ ต้องถูกซัดให้กระเด็นออกไปอยู่วันยังค่ำ ตามที่เคยเป็นมาตั้งแต่อดีต และจะเป็นอยู่สืบไปจนครบอายุกาลของพระพุทธศาสนา

หากแม้พระทุศีลยังไม่ถูกซัดออกจากพระธรรมวินัย เมื่อได้ทราบความจริงบุคคลผู้ฉลาดก็พึงหลีกเลี่ยงให้พ้น แต่ถ้าใครเกิดพลาดพลั้งไปทำบุญกับพระทุศีลเหล่านี้ โดยที่ไม่รู้สายสนกลใน เพราะความชั่วยังไม่ถูกเปิดเผย ก็มิต้องห่วงกังวลว่าบุญที่ตั้งใจจะไม่เกิดผล เพราะผลบุญที่ทำในเขตพระพุทธศาสนาย่อมเป็นสิ่งที่มีผลเสมอ ยิ่งถ้าตั้งใจทำด้วยศรัทธาเพื่อจุดมุ่งหมายสูงสุด คือ การสละกิเลส อานิสงส์ก็ยังมีอยู่อย่างครบถ้วนบริบูรณ์

โดยเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม ที่ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติ จนมีความเข้าใจในระดับเบื้องต้น จะมีชีวิตฝากไว้กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างเต็มจิตใจ และจะมองทุกอย่างด้วยความดี เพราะการมองด้วยความดี จะทำให้เห็นประโยชน์ในทุกสิ่ง แม้ในเรื่องที่คนทั่วไปอาจเห็นว่าเป็นโทษ

เช่น มุมมองของผู้เข้าใจธรรมะ จะมองเห็นพระทุศีลว่า “เป็นธรรมดาของสัตว์โลกที่มีดีมีชั่ว” เพราะคนบวชทุกคน มิใช่ บวชแล้วจะละกิเลสกลายเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งหมดในทันที คนที่พลาดพลั้งกระทำผิด ทำลายศีล และยังหลงมัวเมา คือ บุคคลน่าสงสาร ที่ยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ประสบทุกข์อีกยาวนาน และจะใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจตนว่า ต้องมีสติ ไม่พลาดพลั้ง ไม่หลงผิดแบบนั้น

สิ่งหนึ่งที่ผู้มีธรรมะ จะไม่กระทำ คือ การวิพากษ์วิจารณ์ ประณามหยามเหยียด คนกระทำผิด ไม่ว่าคนในโลกจะเห็นว่า ชั่วช้าขนาดไหนก็ตาม ยิ่งถ้าเป็นขอบเขตของพระสงฆ์ ผู้มีธรรมะจะไม่แตะต้องโดยเด็ดขาด เพราะคนมีธรรมะ ทราบดีว่า ทุกอย่างที่กระทำล้วนแต่เป็น “กรรม” ที่ต้องรับผลจากการกระทำด้วยตนเองทั้งสิ้น

และผู้ที่ดีจริง จะไม่เอาเวลามานั่งต่อว่า ‘พระไม่ดี’ แต่จะ เอาเวลาไปเสาะหา ‘พระดี’ เพื่อช่วยพัฒนาจนกลายเป็น พระดี คือ พระอริยบุคคล ด้วยตนเอง ให้สมกับที่ได้เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา!

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน