‘อาทิตย์-เศรษฐา’ร่วมแบ่งปัน
เส้นทางทรานส์ฟอร์มธุรกิจ-การเมือง
รายงานพิเศษ
ในโอกาสก้าวสู่ปีที่ 47 “ประชาชาติธุรกิจ” จัดงาน DINNER TALK หัวข้อ “JOURNEY TO TRANSFORM” ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยมี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) และประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอดีต CEO บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ร่วมถ่ายทอดและแบ่งปันเส้นทางการ TRANSFORM ในฐานะเป็นผู้นำทางความคิด-นักธุรกิจ-นักบริหาร ที่ได้รับการยอมรับ เพื่อร่วมถ่ายทอดเส้นทางการ TRANSFORM ไม่เพียงธุรกิจ ชีวิต โดยเฉพาะเส้นทางใหม่ที่ท้าทายกว่าครั้งใดๆ
พร้อมด้วย นายอาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เอ็กซ์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในผู้ที่เดินหน้านำพาองค์กรฝ่ากระแสความเปลี่ยนแปลง เพื่อก้าวสู่เส้นทางใหม่ ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์การ TRANSFORM ในครั้งนี้ด้วย
โดยมีนายสรกล อดุลยานนท์ หรือหนุ่มเมืองจันท์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

เปิดงานด้วย นายอาทิตย์กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้ฉากทัศน์ของธุรกิจการเงินเปลี่ยนแปลงไป แม้ไทยพาณิชย์ จะเป็นธนาคารที่มีความแข็งแกร่ง แต่การเป็นธนาคารอย่างเดียว ไม่น่าจะแข่งขันหรือตอบสนองในสิ่งที่ลูกค้าต้องการภายใต้ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันได้อีกต่อไป
จึงนำมาสู่การเปลี่ยนผ่านจากธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB BANK เป็นเอสซีบี เอ็กซ์ กรุ๊ป (SCB X)
ซึ่งช่วงการเปลี่ยนผ่านจาก SCB BANK เป็นเอสซีบี เอ็กซ์ กรุ๊ป ต้องตีโจทย์ให้แตก เพื่อนำไปอธิบายให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น คณะกรรมการธนาคาร พนักงานธนาคาร รวมถึงลูกค้า ว่าเมื่อเราเชื่อว่าเราเป็นธนาคาร แต่การเป็นธนาคารอย่างเดียว ไม่น่าจะมีความสามารถในการแข่งขันหรือตอบสนองในสิ่งที่ลูกค้าต้องการภายใต้สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปทุกวันได้อีกต่อไป
หลังจากนั้นจึงได้ Set Painpoit การกำหนดปัญหาและอุปสรรค และตั้งเป็นพันธกิจขององค์กรให้ SCB X เดินหน้าทำธุรกิจ เพื่อตอบสนองกับปัญหาและอุปสรรคใหญ่ของโลกใน 3 ด้าน คือ 1.การแก้ปัญหา Income Inequality ความไม่เท่าเทียมของรายได้ 2.Disrubtive Technology จะเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ใหม่ของภาคธุรกิจการเงิน ไม่ว่าจะ Blockchain และ AI และ 3.สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Change) ซึ่งจะส่งผล กระทบในวงกว้าง ทั้งต่อภาคธุรกิจขนาดใหญ่ และเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับภาคเอกชน การมีแนวความคิดที่จะต้องการเปลี่ยนแปลง หรือ TRANSFORM ไปสู่จุดใดจุดหนึ่งได้นั้น แต่เมื่อถึงเวลาที่จะนำไปสู่การใช้งาน การดำเนินการได้จริง
สิ่งสำคัญที่ เอสซีบีเอ็กซ์ ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำนั้น คือ การจะสร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้นกับคนในองค์กร โดยเฉพาะทำอะไร (What) และจะทำอย่างไร (How) เพื่อให้คนในองค์กรตระหนักว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างไร
โดยการจะเปลี่ยนแปลงองค์กรนั้นไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว และถ้าเปลี่ยนแปลงไม่ได้ 100% จะไม่ทำ (ย้ำว่าอย่าตีความไปในเรื่องทางการเมือง)
ทั้งนี้ สิ่งใดที่มีและดีอยู่แล้วก็ควรเก็บสงวนไว้ เช่น ธุรกิจธนาคาร โดยมั่นใจได้ว่าธนาคารไทยพาณิชย์ จะเป็นธนาคารที่ดีขึ้นและมีความแข็งแรงขึ้น โดยจะไม่กลายเป็นฟินเทค เพราะต้องไม่ลืมว่า การ TRANSFORM ต้องยอมรับว่าทุกการเปลี่ยนแปลง มันมีความเสี่ยง เนื่องจากไม่มีความคุ้นเคยในธุรกิจมาก่อน
ดังนั้น ทำอย่างไรให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด มีความสบายใจและรู้ว่าการกำหนดสิ่งใดที่สามารถรอได้ สิ่งใดที่ต้องวางพื้นฐานให้เกิดให้ได้ สิ่งใดเป็นปมที่ต้องก้าวผ่านไปให้ได้ และสิ่งใดอย่าไปแตะ
ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องดีไซน์ออกมาเพื่อให้เกิดการนำไปใช้ได้จริง พร้อมกับสร้างการมีส่วนร่วมโดยให้บทบาทของคนในองค์กรที่ชัดเจน เพราะอยากเห็นองค์กรที่มี Goodwill หรือเป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อ
โดยช่วงไฮไลต์อยู่ที่ นายเศรษฐา ที่มาร่วมถ่ายทอดและแบ่งปันเส้นทางการ TRANSFORM ตัวเองจากการเป็นผู้บริหารธุรกิจสู่การเป็นนักการเมือง
ซึ่งนายเศรษฐากล่าวว่า มีบางอย่างที่ “ทำไม่เป็น” ในตอนที่เป็นนักธุรกิจ แต่เมื่อเป็นนักการเมืองแล้ว “ต้องทำให้เป็น” อย่างไรก็ตาม ในการทำธุรกิจและการทำงานการเมืองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ องค์กรสมัยใหม่ต้องเข้าใจเรื่องความเร็ว
โดยนายสรกลส่งคำถามถึงบทเรียนครั้งแรกจากการเข้าสู่แวดวงการเมือง
นายเศรษฐากล่าวว่า แม้เพิ่งเข้าสู่แวดวงการเมืองได้เพียง 2-3 เดือน แต่ได้รับบทเรียนหลายอย่างมาก เนื่องจากโดยตัวตนจริงเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ดังนั้น การเข้ามาสู่เส้นทางการเมือง ต้องระมัดระวังมากขึ้นอย่างมาก เพราะจากนักธุรกิจเข้าสู่แวดวงการเมือง ตนใช้เวลาตัดสินใจอยู่นานพอสมควร ซึ่งการที่ตนดำเนินธุรกิจมา 30 กว่าปีแล้ว และบริษัทที่ทำอยู่มีหลักมีฐานพอสมควร ลูกสาวก็ประสบความสำเร็จในชีวิตการศึกษาและชีวิตการงานแล้ว
ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมเส้นทางการเมือง โดยที่มี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้ตนตัดสินใจเข้าร่วมทางการเมืองในครั้งนี้
“ประสบการณ์ในการเข้าสู่เส้นทางการเมืองในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาว่า ได้รับบทเรียนมากมาย โดยเฉพาะการต้องระมัดระวังเรื่องการพูด และผมได้ยอมรับในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 24 พ.ค.ไปแล้วว่า ขออภัยที่เข้ามาทำงานกับพรรคช้าไป อาจทำให้มีผลต่อการเลือกตั้งที่ผ่านมา เพราะผมใช้เวลาในการตัดสินใจอยู่นานมาก” นายเศรษฐากล่าว
ขณะเดียวกันยืนยันว่ายังคงเดินหน้าบนเส้นทางการเมืองกับพรรคเพื่อไทย และยังได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ปรับปรุงพัฒนาพรรคเพื่อไทย พร้อมย้ำว่ายังมีความหวังทางการเมืองไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่อยู่ต่อ
ในช่วงท้ายเปิดโอกาสให้นายอาทิตย์ได้ตั้งถามกับนายเศรษฐา โดยสมมติว่า หากนายเศรษฐาได้เป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ผลการเลือกตั้งไม่แลนด์สไลด์ และต้องทำงานร่วมกับพรรคการเมืองต่างๆ จะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้อยู่ร่วมกันได้และเกิดเป็นแนวทางที่จะทำให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้
นายเศรษฐากล่าวว่า หากได้เป็นนายกฯ บนพื้นฐานการทำงานร่วมกับพรรคต่างๆ ในขณะนี้ เบื้องต้นต้องเรียนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญไทยฉบับปัจจุบัน ฉะนั้นถ้าตนต้องมาเป็นนายกฯ ในสภาวะแบบนี้โดยยังไม่ต้องระบุว่าพรรคร่วมรัฐบาลเป็นพรรคใดบ้าง
เรื่องที่ตนจะทำทันที คือเรื่องที่เป็นอุปสรรคในการที่ทำให้เราอยู่ร่วมกันได้ลำบาก ทำให้ประเทศเดินไปข้างหน้าไม่ได้ คือการแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่มีความพิกลพิการ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด และคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด
“ไม่แน่ใจไทม์ไลน์ในการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะต้องใช้เวลานานเพียงใด แต่คาดว่าไม่น้อยกว่า 18 เดือน”
นายเศรษฐากล่าวและว่า ส่วนบางเรื่องที่ผลักดันได้เลย เช่น การสมรสเท่าเทียม การสมัครใจเกณฑ์ทหาร เรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ก็เป็นเรื่องสำคัญ แต่จะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป จาก 380 บาท เป็น 400 บาท และเป็น 450 บาท
รวมถึงการเจรจากับสหภาพยุโรป เพื่อแก้การทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) การเร่งเดินหน้าเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับนานาชาติ เพื่อดึงกระแสเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาให้เร็วที่สุด รวมถึงประเด็นเรื่องภูมิรัฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitics) จะเป็นสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย หรือญี่ปุ่น เกาหลี โดยเรื่องทั้งหมดเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด
นอกจากนี้ เรื่องสิทธิเสรีภาพ การเลือกเพศสภาพ การเข้าถึงสาธารณสุขพื้นฐาน และการปรับปรุง 30 บาทรักษาทุกโรค ก็เร่งด่วนด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ จะมีการวัดผลภายใน 6 เดือน
ในส่วนของการลงทุนภาครัฐ โดยยังคงเดินหน้าการลงทุนรถไฟทางคู่ เช่น จากขอนแก่นไปหนองคาย ถือว่ามีความจำเป็นมาก ขณะที่รถไฟความเร็วสูงมองว่ายังไม่จำเป็นที่จะต้องเร่งลงทุนในขณะนี้ ซึ่งการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนมากกว่า เมื่อแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนอยู่ร่วมกันได้ และคืนอำนาจให้กับประชาชน แล้วค่อยมาว่ากันเรื่องรถไฟความเร็วสูง เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เลือก
และในวันนั้นพรรคเพื่อไทยจะเสนอเรื่องเงินดิจิทัลกลับมา