จากผลการเลือกตั้งซึ่งพรรคก้าวไกลคะแนนนำมาเป็นอันดับ 1 เป็นผู้นำจัดตั้งรัฐบาล ล่าสุดมีการลงนามเอ็มโอยูหรือบันทึกความเข้าใจรวม 8 พรรคร่วมรัฐบาล

หนึ่งในข้อสัญญาเอ็มโอยู ระบุว่า “ยืนยันและผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม เพื่อรับประกันสิทธิสมรสสำหรับคู่รักทุกเพศ โดยจะไม่บังคับประชาชนที่เห็นว่าขัดแย้งกับหลักการของศาสนาที่ตนเองนับถือ” นับเป็นการผลักดันนโยบายที่พรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยนำเสนอมาตลอดในเรื่อง “สมรสเท่าเทียม”

ขณะที่หลายฝ่ายยังตั้งคำถามถึงเรื่อง “สิทธิสตรี” ที่ไม่ปรากฏใน เอ็มโอยู

นางอุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี กล่าวว่า ดีใจที่เรากำลังจะมีรัฐบาลใหม่ แต่ดูจาก 23 ข้อในเอ็มโอยูที่ลงนามกันไม่มีการพูดถึงเรื่องสิทธิสตรีอย่างเฉพาะเจาะจง เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างเฉพาะ แต่จะมีเรื่องความเสมอภาคทางเพศแม้ไม่ได้หยิบยกมาโดยตรง

“เรื่องสิทธิสตรีเป็นเรื่องที่ควรตระหนัก โดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงมักจะถูกลืม จึงอยากให้นำเรื่องสิทธิสตรีหรือความเท่าเทียมไปรวมอยู่ใน 23 ข้อที่กำลังจะทำ คือทำทุกเรื่อง โดยคำนึงถึงสิทธิสตรีและความเท่าเทียมด้วย บูรณาการความเสมอภาคเข้าไปในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ การทำงานระหว่างกระทรวง หรือที่พูดถึงการเพิ่มพนักงานผู้หญิงเข้าไปในกระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่จะช่วยเหลือผู้หญิงได้มากเมื่อต้องเจอกับความรุนแรง”

นางอุษากล่าวต่อว่า อยากให้นายกฯ คนใหม่ให้ความสำคัญกับการเสริมพลังเด็กผู้หญิง จัดตั้งกลไกระดับชาติส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ป้องกันความรุนแรงต่อผู้หญิง สามารถทำงานข้ามกระทรวง ที่ผ่านมาอยู่ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ไม่มีอำนาจประสานงาน อยากให้ออกกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติทางอายุ ปัจจุบันพบประกาศรับสมัครงานระบุรับอายุไม่เกิน 35 ปี จำนวนมาก ผู้หญิงเข้าไม่ถึงการจ้างงาน ไม่มีโอกาสได้ค่าแรง 450 บาท

“ฝากพรรคก้าวไกลและพรรคอื่นๆ ที่ร่วมกันทำงานว่าอย่าลืมประเด็นนี้ ไม่ใช่เพียงสิทธิสตรี แต่ผู้คนกลุ่มที่มีความแตกต่าง กลุ่มผู้พิการ ที่ยังคงมีการเลือกปฏิบัติอยู่ สุดท้ายอยากให้ส่งเสริมการรับฟังปัญหาจากภาคสังคม เปิดเวทีการพูดคุยเกี่ยวกับผู้หญิง” นางอุษากล่าว

ด้าน นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า หลังจากดูเอ็มโอยูในการจัดตั้งรัฐบาลแล้ว เสียดายที่ไม่มีประเด็นเกี่ยวกับผู้หญิงหรือความรุนแรงเลย แต่เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา เครือข่ายสิทธิสตรีเชิญพรรคการเมืองมาร่วมเปิดเวทีพูดคุยในเรื่องดังกล่าว มีพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทยเข้าร่วม พรรคก้าวไกล ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องเจนเดอร์ ความเท่าเทียมทางเพศ ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง จะตั้งคณะกรรมการคอยดูแลตรวจสอบเรื่องนี้โดยตรง แม้จะไม่มีในเอ็มโอยูแต่สามารถทำเป็นนโยบายในภายหลังได้

“เรื่องผู้หญิงเป็นประเด็นใหญ่ ประชากร ผู้หญิงมีมากกว่าผู้ชาย ความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงทางเพศ มีมากขึ้น ทุกวัน ไม่ใช่เพียงกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ เท่านั้นที่ควรดูแลในเรื่องนี้ ควรบูรณาการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องต่างๆ”

นายจะเด็จกล่าวต่อว่า “เคยเข้าพูดคุยกับคุณศิริกัญญา ตันสกุล ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล มาก่อนหน้านี้เรื่องประเด็นความเท่าเทียมทางเพศ สิทธิสตรี พรรคก้าวไกลสนใจในเรื่องดังกล่าว และอยากจัดหลักสูตรเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ให้ความรู้ประชาชน ทางพรรคอาจต้องนำข้อมูลที่เราให้ไปในเรื่องสถิติความรุนแรงต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ไปพูดคุยกันเรื่องจัดทำนโยบาย ผมอยากให้มีการรวมตัวกันของผู้หญิงเพื่อมีอำนาจต่อรองเรื่องราวต่างๆ มากขึ้น อยากให้ผู้หญิงมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น มีนโยบายเรื่องดังกล่าวที่ชัดเจน เข้มงวดกับมาตรการเมื่อมีการกระทำผิดทางเพศในแวดวงการเมือง”

“รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่ทุกคนคาดหวัง อยากให้เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน ผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ผู้หญิง และความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้น” นายจะเด็จกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน