กราบพระให้ถึงมรรคผล!

ฝึกจิต

ในสังคมอินเดียที่ผู้คนมักเชื่อมั่นศรัทธาต่อสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติตามหลักการของศาสนาฮินดู ทำให้เกิดวัฒนธรรมแห่งความเคารพบูชาแทรกซึมอยู่ในวีถีชีวิตประจำวันของคนทุกชนชั้น ตั้งแต่การกราบไหว้เทพเจ้าจนถึงสักการบูชาสัตว์เดรัจฉาน การกระทำเหล่านั้นมองผิวเผินอย่างคนไม่เข้าใจ ก็อาจมองว่าโง่งมงาย คร่ำครึ ไม่เจริญ หรือตกยุคสมัย หากแต่ความจริงกลับพิสูจน์ประเทศอินเดียว่า เป็นหนึ่งในมหาอำนาจของโลกในหลายๆ ด้าน

ประชากรอินเดียติดหนึ่งในผู้มีไอคิวสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

เศรษฐกิจอินเดียมีอัตราเติบโตเร็วเกือบที่สุดของโลกในระยะ 20 ปีที่ผ่านมา

อินเดียเป็นมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ ด้วยการครอบครอง หัวรบนิวเคลียร์ไม่ต่ำกว่า 90 หัวรบ และเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ก็พึ่งประกาศความสำเร็จจากการทดลองขีปนาวุธ ‘อัคนี-5’ ที่สามารถยิงไกลได้ถึง 5,000 กิโลเมตร เป็นประเทศที่ 6 ในโลก

มีความเป็นเลิศด้านไอที ด้วยจำนวนวิศวกรซอฟต์แวร์ติดอันดับมากที่สุดในโลก ล่าสุดเยาวชนอายุ 18 ปี ของประเทศนี้ เพิ่งสร้างความฮือฮาด้วยการประดิษฐ์ดาวเทียมน้ำหนักเบาที่สุด ขนาดเล็กกว่ากำปั้น องค์การนาซ่าจึงคัดเลือกให้ถูกยิงขึ้นไปปฏิบัติภารกิจในทันที

นอกจากนี้อินเดียมีอารยธรรมเก่าแก่ยาวนานไม่เคยล่มสลาย มานับพันปีจนถึงปัจจุบัน และประการสำคัญ อินเดียส่งออก “ศาสนา” ซึ่งเป็นหลักการดำเนินชีวิตด้วยศีลธรรมมาตั้งแต่อดีต จึงกลายเป็นว่าความเจริญทั้งวัตถุและจิตใจได้ถูกพัฒนามาอย่าง ต่อเนื่อง จนโลกที่พัฒนาไม่กล้าสบประมาทอินเดียว่า “โง่งมงาย คร่ำครึ ไม่เจริญ และตกยุคสมัย” อีกต่อไป

ส่วนเรื่องสังคมวรรณะที่มักโดนคนนอกประเทศโจมตีอยู่เสมอ กลับไม่ได้ทำให้คนอินเดียรู้สึกทุกข์ร้อนแต่อย่างใด เพราะความ เป็นวรรณะได้หล่อหลอมให้คนส่วนใหญ่มีจิตสำนึกยอมรับ และพอใจในขอบเขตของตัวเอง จึงไม่น่าแปลกใจว่า 9 ใน 10 ของคนอินเดีย มีความสุขกับชีวิตไม่ว่าจะตกอยู่ในวรรณะต่ำต้อย ขนาดไหนก็ตาม

การแสดงความเคารพ กราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเจริญมาอย่างยาวนานของสังคมอินเดีย คนที่นี่ กราบไหว้เทพเจ้า เพราะยอมรับนับถือในความดีของเทพเหล่านั้น ส่วนการกราบไหว้สัตว์ แท้จริงเป็นการแสดงความกตัญญูต่อสิ่ง ที่ให้คุณประโยชน์ต่อตน เช่น กราบไหว้วัว เพราะวัวเป็นสัตว์มีคุณที่ให้ทั้งนม แรงงาน และมูลที่สามารถนำไปทำเชื้อเพลิง การกราบไหว้งู เพราะงูช่วยกินสัตว์เล็กๆ ที่มาทำลายเรือกสวนไร่นา หรือ กราบไหว้กบ เพราะกบสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้เวลาฝนจะตก เป็นต้น สัตว์มีคุณเหล่านี้จึงถูกสถาปนาให้สูงศักดิ์ ในฐานะพาหนะของเหล่าทวยเทพ

ด้วยการปลูกฝังค่านิยมผ่านการกราบไหว้และการมองเห็นความดีของทุกสรรพชีวิตนี่เอง จึงส่งผลสู่สังคมให้อุดมด้วยความกตัญญูต่อกันในครอบครัว ลูกรักและเทิดทูนพ่อแม่ ผู้น้อยเคารพผู้อาวุโส คนกว่าพันล้านจึงสามารถอยู่ด้วยกันได้อย่างดีในสังคม

สำหรับประเทศไทย เมื่อเดือนเศษที่ผ่านมามีดราม่าเรื่องการหมอบกราบพระบรมรูป 2 รัชกาล ของมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ ฝ่ายคัดค้านก็มองว่าเป็นเรื่องล้าหลังงมงาย หนักเข้าก็บอก เป็นการแสดงออกของทาส ตั้งคำถามว่ากราบแล้วได้อะไร โดยหยิบยกเรื่องที่ในหลวง ร.5 ทรงยกเลิกธรรมเนียมหมอบคลานในการเข้าเฝ้ามาตั้งเป็นข้อสงสัย ทั้งที่จริง ร.5 ทรงยกเลิกการ หมอบกราบนั้นเพื่อทำลายข้ออ้างของพวกฝรั่งล่าอาณานิคม ที่จะมายึดบ้านเมือง โดยกล่าวหาชาวสยามว่าล้าหลังจาก หมอบคลาน แต่ในทางปฏิบัติพระองค์มิได้ทรงบังคับให้ผู้ที่ เห็นความดีและยอมรับนับถือในพระองค์เลิกการหมอบกราบ ตามประเพณีแต่อย่างใด เสมือนที่ลูกที่สามารถกราบพ่อแม่ ศิษย์กราบครู หรือ ฆราวาสกราบพระนั่นเอง

เพราะคนบางกลุ่มมองเรื่องกราบเป็นการทำลายศักดิ์ศรี มองรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกซึ่งความดีเป็นเรื่องไร้สาระ จึงนำไปสู่สังคมแห่งความไม่เห็นหัว มองไม่เห็นความดีของกันและกัน เด็กขาดความเคารพผู้ใหญ่ และความเกรงใจสูญหายไปจากวิถีไทย

การกราบสำหรับพระพุทธศาสนา ถือเป็นหนทางแห่งการทำลายทิฏฐิมานะ ลดอัตตาตัวตน เพราะคำว่าศักดิ์ศรี ทำให้มนุษย์ฆ่ากันตายไม่รู้เท่าไหร่ ทุกวันนี้ขับรถตัดหน้าก็ยิงทิ้ง มิใช่เพราะศักดิ์ศรีหรือ ศักดิ์ศรีเป็นสาขาหนึ่งของอัตตา สวนทางกับการปล่อยวาง จึงขัดขวางการเข้าถึงความดีอย่างแท้จริง ในขณะที่ การสลายอัตตาตัวตนด้วยการก้มกราบ กลับเป็นทางเลือกของ ผู้ฉลาด เพราะคนมีปัญญารู้ว่าการกราบเป็นความดี ดังที่พระมักจะให้พรว่า

“อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฒาปะจายิโน, จัตตาโร ธัมมาวัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พลัง”

แปลว่า “พรทั้งสี่ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้ และอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่อยู่เสมอ”

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน