ความที่ 250 ส.ว. ยังมีอำนาจในการร่วมโหวตแต่งตั้ง นายกฯ ซึ่งโยงถึงผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลด้วย อันเป็นพิษภัยจากรัฐธรรมนูญฉบับคสช.

ทำให้ส.ว.ยังเป็นอาวุธสำคัญของเครือข่ายอำนาจอันไม่เป็นประชาธิปไตย

จึงไม่น่าแปลกใจที่บรรดาวุฒิสมาชิกคนดังๆ แสดงท่าทีอย่างโจ่งแจ้งว่า จะสกัดกั้นไม่ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งที่เป็นพรรคซึ่งประชาชนเลือกเข้ามาจนได้ส.ส.เป็นอันดับ 1

ต่อต้านพรรคสีส้มยังไม่พอ ล่าสุดเสนอสูตรการเมืองสุดพิสดาร เรียกร้องรัฐบาลแห่งชาติ

คงอยากให้พรรคลุงๆ ได้เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทั้งที่พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างราบคาบ!

นายจเด็จ อินสว่าง อดีตข้าราชการใหญ่ เป็นผู้ว่าฯ ในหลายจังหวัด เข้ามาเป็นส.ว.ในยุคคสช. เป็นผู้เสนอแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ

ไม่รู้เพราะผูกพันกับลุงๆ คสช.อย่างมาก หรือรับไม่ได้ที่ก้าวไกลจะปฏิรูปราชการ จะให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ

ก็เลยประกาศต้านนายพิธา และเรียกหารัฐบาลแห่งชาติ

ไม่สนใจว่าประชาชนหลายสิบล้าน เพิ่งไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แสดงเจตนารมณ์ต้องการพรรคการเมืองแนวประชาธิปไตยมา บริหารประเทศ

ผลักข้อเสนอที่ไม่สอดคล้องกับความจริง ไม่ยืนอยู่กับเสียงของประชาชน ลงเอยก็คงเป็นเพียงแค่รัฐบาลแห่งชาติหน้า!

คำว่ารัฐบาลแห่งชาตินั้น เกิดขึ้นในประเทศที่เกิดวิกฤตร้ายแรง เจอศึกสงครามขนาดใหญ่ เผชิญปัญหาเศรษฐกิจแสนสาหัส หรือเพราะการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครอง

ทั้งหมดนี้ ไม่มีอะไรเข้าข่ายสำหรับบ้านเมืองเราในเวลานี้

และเป็นเพียงแค่ความคิดดิ้นรนของฝ่ายที่ทำใจไม่ได้กับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง

เรื่องประหลาดๆ ในช่วงนี้ มีให้เห็นหลายเรื่อง

อย่างกรณีนักร้องไปยื่นร้องว่านายพิธาขาดคุณสมบัติเนื่องจากการถือหุ้นสื่อ เชื่อกันว่าอาจจะเป็นอีกดาบไว้จัดการสกัดพรรคสีส้ม

ไปๆ มาๆ นายวิษณุ เครืองาม มือกฎหมายของฝ่ายที่กำลังจะสิ้นสุดอำนาจ ก็ออกมาวิเคราะห์คำร้องเรียนนี้ให้เกิดความมึนงงกันไปทั่ว

มองว่าประเด็นร้องคุณสมบัตินายพิธา ถ้าไปร้องโยง กับการที่นายพิธาเป็นผู้รับรองผู้สมัครส.ส.ของก้าวไกลทั้งหมด

ถึงขั้นเห็นว่า อาจทำให้ต้องเลือกตั้งซ่อมใหญ่ทั่วประเทศ

เอากันเข้าไป รัฐบาลแห่งชาติก็มา เลือกซ่อมทั่วประเทศก็มา

ไม่เกรงใจประชาชนเจ้าของอำนาจการเมืองที่เพิ่งแสดงออกในการเลือกตั้งเลยหรือ!?

วงค์ ตาวัน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน