มูลค่าส่งออกเดือน เม.ย.2566 อยู่ที่ 21,723.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หดตัว 7.6%YoY มีอัตราขยายตัวติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 เป็นการหดตัวมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ -2.0% จากการหดตัวต่อเนื่องของหมวดอุตสาหกรรมซึ่งหดตัวเป็นเดือนที่ 7 ที่ -11.2%YoY หดตัวมากขึ้นเทียบกับเดือนก่อนที่หดตัว -5.9%YoY และการกลับมาหดตัวของหมวดอุตสาหกรรมการเกษตร ที่หดตัว -12.0% ตามความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
โดยพบว่าการส่งออกรายตลาดส่วนใหญ่กลับมาหดตัว อาทิ สหรัฐ กลับมาหดตัวที่ -9.6%YoY, ญี่ปุ่น กลับมาหดตัวที่ -8.1%YoY, EU27 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ -8.2%YoY และ ASEAN5 หดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ที่ -17.7%YoY
สำหรับการส่งออกทองคำเดือนนี้กลับมาเติบโต 79.2% ทำให้เมื่อหักทองคำแล้ว มูลค่าส่งออกเดือนนี้ติดลบ 9.3%YoY ทั้งนี้ การส่งออก 4 เดือนแรกหดตัว 5.2%
ขณะที่การนำเข้าหดตัวต่อเนื่องที่ -7.3% และดุลการค้ากลับมาขาดดุล 1,471.7 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ มองว่าผู้ส่งออกอาจเผชิญความเสี่ยงจากอุปสงค์ต่อสินค้าที่ยังอ่อนแอ แม้ทิศทางการส่งออกโดยภาพรวมมี แนวโน้มทยอยฟื้นตัวต่อเนื่องและคาดว่าจะกลับมาขยายตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าไปจีนที่กลับมาขยายตัวได้ในรอบ 11 เดือน จากอุปสงค์ภายในประเทศสอดคล้องกับดัชนียอดค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนที่ขยายตัวต่อเนื่องโดยในเดือน เม.ย. ที่ 18.4%YoY
แต่ผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับสูงและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในหลายประเทศจากการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนของภาคธุรกิจปรับเพิ่มขึ้นท่ามกลางความต้องการสินค้าที่เปลี่ยนไปสู่ภาคบริการต่อเนื่องภาคธุรกิจจึงมีแนวโน้มสต๊อกสินค้าเพื่อให้เพียงพอต่อการขายเท่านั้น
สะท้อนจากเครื่องชี้กิจกรรมการผลิต Flash Manufacturing PMI ล่าสุดที่ในสหรัฐ และยุโรป ที่หดตัว ส่วนหนึ่งจากยอดคำสั่งซื้อใหม่ที่ปรับลดลง ส่งผลให้ภาคการผลิตยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันต่อภาคการส่งออกสินค้าที่ยังเปราะบางสอดคล้องกับการส่งออกในเอเชียส่วนใหญ่ที่ยังหดตัวต่อเนื่อง
จากปัจจัยดังกล่าวจึงคงมุมมองการส่งออกปีนี้ว่ามีแนวโน้มติดลบที่ 1.6%
กรุงไทย คอมพาส