ละอองขาวฟูเป็นปุยนวลนม อ่อนไหว เยือกเย็น ค่อยๆ พลิ้วหล่นลงมาจากฟ้าตามสายลม ทับถมปกคลุมพื้นเบื้องล่างเป็นสีขาวระยิบระยับ…หิมะตกที่เอสโตเนียทำเราใจฟู ได้ดื่มด่ำบรรยากาศสุดคูล ดูบ้านชมเมืองแบบโรแมนติก
ช่วงเปลี่ยนฤดูจากหน้าหนาว (ธ.ค.-ก.พ.) เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.) ได้เจอฝนสลับหิมะตกประปรายแบบนี้ ท่ามกลางอุณหภูมิ 2-3 องศาเซลเซียส แต่ให้ความรู้สึกเหมือนติดลบ 5-6 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว

แต่หนาวถึงขั้วหัวใจ เมื่อได้เห็นร่องรอยของสงครามอันโหดร้ายที่กัดกินหัวใจชาวเอสโตเนีย ผ่านแววตาของหลายคนที่ดูเย็นชา หมองเศร้า เคล้าความทุกข์ กับชีวิตที่ต้องเผชิญความสูญเสียยังตกตะกอนในความทรงจำไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้
แม้สงครามจะสิ้นสุดลง แต่กรุงทาลลินน์ เมืองหลวงของประเทศ เอสโตเนีย ยังคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นอายของโซเวียตเป็นเอกลักษณ์ ดั่งเมืองนักรบในเทพนิยาย กลายเป็นเสน่ห์ดึงดูดผู้มาเยือน

แต่เมื่อมีโอกาสได้ทักทาย ขอถ่ายรูปเซลฟี่หรือขอความช่วยเหลือกับคนเอสโตเนียแล้ว สัมผัสได้ถึงความอบอุ่น น่ารัก เป็นมิตร พลันได้เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้ม แววตาเป็นประกายขึ้นมา คอนเฟิร์มว่าทั้งสวยทั้งหล่อตรงสเป๊กดีเอ็นเอยุโรปที่ว่า ‘ผมสีทอง ตาสีฟ้า หน้ารูปไข่’ ไม่ผิด

นอกจากรอยยิ้มคนเอสโตเนีย ‘แสงแดด’ ยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสัมผัสยากอีกอย่างหนึ่ง จะมีให้เห็นมากก็ช่วงหน้าร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) เป็น 3 เดือนที่คนยุโรปโหยหา และเป็นฤดูกาลเพาะปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ก่อนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.)

หากใครเดินทางช่วงหน้าร้อนก็ดีไม่น้อย อากาศกำลังเย็นสบาย โอกาสน้อยมากที่อุณหภูมิจะสูงทะลุ 25 องศาเซลเซียส แนะนำปักหมุดไป “เมืองพาร์นู” (Pranu) ห่างจากกรุงทาลลินน์ 148 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของเอสโตเนีย เป็นศูนย์กลางความรู้และวัฒนธรรม โดยเฉพาะมีมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศ และเป็นเมืองที่ตั้งของชายหาดพิริตา (Pirita) อันเลื่องชื่อ มีหาดทรายขาวยาว 3 กิโลเมตร

ฟึ้บ! ตัดภาพมาที่คณะเราเดินทางช่วงปลายหนาว มีแต่หิมะขาวโพลน (ฮาฮาฮา) แต่ยังไม่เสียเที่ยว เพราะเมืองพาร์นูยังมีไฮไลต์ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้เมืองเก่าให้เดินเล่นชมความสวยงามทั้งร้านอาหาร รีสอร์ต โรงแรม และบ้านพักตากอากาศที่ยังอนุรักษ์ความเป็นบ้านไม้โบราณ (Wooden House) สไตล์อาร์ตนูโว สีสันสดใสคลาสสิคเพลินตา มีเสน่ห์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร

เก็บเกี่ยวบรรยากาศที่มืองพาร์นูแล้ว ก็นั่งรถบัสจาก เอสโตเนียมุ่งหน้าสู่ลัตเวีย ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร เป็นการนั่งรถข้ามประเทศที่ให้อารมณ์เหมือนแวะเข้าจุดพักรถชั่วคราวหน้าทางด่วนบ้านเรา เพียงแค่คนขับรถลงไปแสตมป์ใบอนุญาตข้ามประเทศ ปล่อยลูกทัวร์ลงไปเข้าห้องน้ำ ซื้อขนม เดินยืดเส้นยืดสาย ไม่ต้องเข้าแถวเรียงคิวแสดงตัวหรือเอกสารใดๆ ให้เสียเวลา เพราะระบบ e-Service เชื่อมถึงกัน

ยินดีต้อนรับสู่ ‘สาธารณรัฐลัตเวีย’ เป็นอีกหนึ่งประเทศเล็กๆ ทางยุโรปเหนือ ถูกประกบด้วยเอสโตเนียทางตอนเหนือ ลิทัวเนียกับเบลารุสทางตอนใต้ จรดรัสเซียทางตะวันออก และตะวันตกมีอาณาเขตทางทะเลติดกับสวีเดน
อุดมสมบูรณ์ด้วยพื้นที่ป่าและแหล่งน้ำ 54% คิดเป็น 2 ใน 5 ของพื้นที่ทั้งหมด 64,589 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าไทยเกือบ 8 เท่าตัว มีแม่น้ำ 12,000 สาย มีทะเลสาบ 3,000 แห่ง

คนท้องถิ่นเล่าว่าอาชีพทำเงินของคนลัตเวีย คือ Farmer ที่ไม่ได้หมายถึงชาวนาอย่างเดียวเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนปลูกป่า/ค้าไม้ ที่ให้ผลตอบแทนสูงมาก ตลอดทั้งกระบวนการผลิตตั้งแต่ ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเป็นเฟอร์นิเจอร์ สิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ที่ทำจากไม้ สามารถโกยรายได้เป็นกอบเป็นกำ
ลัตเวียมีประชากร 1.9 ล้านคน มีสัดส่วนหญิงต่อชายสูงที่สุดในโลกราว 10:1 ก็ว่าได้ แถมสาวลัตเวียจำนวนไม่น้อยได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุด-สูงที่สุด ดุจเพชรเม็ดงามแห่งทะเลบอลติก
อย่างนางแบบที่โกอินเตอร์เฉิดฉายบน แคตวอล์กระดับโลก เช่น Ginta Lapina, Ieva Laguna หนึ่งในเหล่านางฟ้าของวิกตอเรีย ซีเคร็ต หลายสมัย และ Uijana Semjonova นักบาสเกตบอลหญิงที่สูงถึง 210 เซนติเมตร เป็นนักบาสเกตบอลหญิงคนแรกที่ไม่ใช่ชาวอเมริกัน แต่ได้รับการยอมรับใน NBA hall of frame ทั้งยังได้รับการบันทึกว่า เป็นผู้หญิงที่สูงที่สุดในโลก เป็นอันดับที่ 7 จากบันทึกสถิติโลกกินเนสส์บุ๊ก

ด้วยสัดส่วนผู้หญิงที่มีมากกว่าผู้ชาย ลัตเวียจึงเปิดประเทศอนุญาตให้ต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อบ้านที่อยู่อาศัยใช้ชีวิตเป็นคนลัตเวียได้ แต่มีข้อแม้ว่าภายใน 5 ปี ต้องแต่งงานมีครอบครัวกับสาวลัตเวียเป็นประชากรลัตเวียเต็มตัว ว่ากันถึงขั้นว่าเปิดรับสมัครผู้ชายนำเข้าทุกเชื้อชาติพร้อมมีเงินเดือนให้ด้วย

แถมประชากร 1 ใน 3 อยู่ใน ‘เมืองริก้า’ เมืองหลวงของลัตเวียเป็นหลัก จนเกิดปัญหาคนล้นเมืองและคนทิ้งบ้านเกิด นำไปสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง เพราะเมืองริก้าเป็นเมืองท่าที่สำคัญของทะเลบอลติก มีมนต์เสน่ห์ทั้งด้านศิลปะและวัฒนธรรม และเป็นศูนย์กลางของผู้คน จนได้รับการขนานนามว่า “The Little Paris of North” หรือ “ปารีสน้อยแห่งทางเหนือ”

‘เมืองริก้า’ มีอาคารย่านเมืองเก่ากว่า 500 อาคาร มีสถาปัตยกรรมทั้งสไตล์ โกธิก บาโรก โดยเฉพาะ The House of Blackheads (บ้านนายหัวดำ) อาคารเก่าแก่เป็นที่สังสรรค์ของหนุ่มโสดและ นักเดินทางตั้งแต่สมัยโบราณ และสถาปัตยกรรมแบบอาร์ตนูโวที่ผสานลวดลายความอ่อนช้อยของธรรมชาติมาประดับตกแต่งให้เข้ากับบ้านเรือน ได้รับความนิยมอย่างมากช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมจากยูเนสโก

มีอาคาร 3 พี่น้อง (Three Brothers) เป็นอาคาร 3 แบบที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามตามยุคสมัยของศิลปะ 3 สไตล์ที่แตกต่างกัน

อ่อ..สังเกตเห็นโปสการ์ด สร้อยคอ แม่เหล็กติดตู้เย็นและของที่ระลึกต่างๆ จะมีแมวดำเสมือนสัญลักษณ์ประจำเมือง
มีตำนานเล่าว่า ในอดีตมีพ่อค้าคนหนึ่งสั่งให้สร้างรูปปั้นแมวกำลังโก่งตัวทำท่าเหมือนจะอึหันก้นใส่อาคารที่ทำการของสมาคมพ่อค้า เพราะโกรธมากที่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าร่วมสมาคมพ่อค้า ด้วยเหตุผลว่าไม่มีเชื้อสายผู้ดีเก่า กลายเป็นเรื่องฟ้องร้อง จนในที่สุดศาลตัดสินให้พ่อค้าหันหน้ารูปปั้นแมวเข้าหาที่ทำการสมาคม และให้สมาคมรับพ่อค้าคนนั้นเข้าเป็นสมาชิก แบบแฮปปี้เอ็นดิ้ง

หากใครมีเวลาแนะนำไปช็อปปิ้งที่ตลาด Riga Central Market ตลาดที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปในเมืองริก้า ที่ว่ากันว่าใหญ่กว่าตลาดอ.ต.ก. บ้านเรา 11 เท่า
ถ้าได้ไปนอนโรงแรมคุก Karosta Prison Hotel อายุเกือบ 100 ปี จะยิ่งฟิน
พรพิมล แย้มประชา