ปรากฏการณ์วัตถุบินปริศนา (Unidentified Flying Object – UFO) เป็นประเด็นถกเถียงที่มีมานานหลายสิบปี กระทั่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของมนุษย์ทั้งแง่การบินและกล้องถ่ายภาพทำให้กรณี ยูเอฟโอที่มีผู้พบเห็นและถ่ายภาพไว้ได้จำนวนมาก

แม้หลายกรณีจะอธิบายได้ในที่สุด อาทิ บอลลูนตรวจสภาพอากาศ ลูกโป่งจากงานวัด แต่บางกรณีก็มีความเหลือเชื่อจนอธิบายไม่ได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน

กรณีที่เกิดขึ้นนำมาสู่การออกมายอมรับของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือเพนตากอน ถึงการพบเห็นยูเอฟโอเหล่านี้ นำมาซึ่งการตั้งคณะศึกษา “ปรากฏการณ์ความผิดปกติที่ไม่ทราบแน่ชัด (Unidentified Anomalous Phenomena – UAP)” เมื่อหลายปีก่อน

จนถึงการตั้งโต๊ะแถลงต่อประชาคมโลกครั้งแรกขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือนาซ่า ถึงความคืบหน้าการศึกษาและสังเกตการณ์ยูเอพี

นาซ่าอธิบายนิยามของยูเอพีว่า ปรากฏการณ์ที่พบเห็นจากการสังเกตการณ์บนท้องฟ้าแต่ไม่ใช่อากาศยาน หรือปรากฏการณ์ธรรมชาติจากมุมมองของวิทยาศาสตร์

การศึกษาของนาซ่าเป็นคนละคณะกับของเพนตากอนที่รับผิดชอบโดยหน่วยงานด้านข่าวกรอง ทีมศึกษาของนาซ่าเพิ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 2565 เพื่อนำกรณีการพบเห็นยูเอพีมาศึกษาวิเคราะห์ จัดทำเป็นรายงานเตรียมเผยแพร่ให้ประชาคมโลกนำไปอ่านกันได้ในเดือนก.ค.นี้

นาซ่าเริ่มต้นแถลงข่าวด้วยการยืนยันว่า การพบเห็นยูเอพีที่นำมาศึกษากว่า 800 กรณี หลายกรณีสามารถอธิบายได้

นายฌอน เคิร์กเพทริก ผอ.สำนักงานเหตุประหลาดทั่วไป หรือเอเออาร์โอ หน่วยงานภายใต้เพนตากอน ระบุ ได้รับข้อมูลกรณีใหม่ๆ เข้ามา 50 ถึง 100 กรณีต่อเดือน แต่กรณีลึกลับอธิบายไม่ได้จริงๆ (ยูเอพี) มีเพียง 2 ถึง 5 เท่านั้น

กรณีอธิบายได้ อาทิ กรณีเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐพบแสงไฟเรียงเป็นแนวที่น่านฟ้าซีกตะวันตกของประเทศ และไม่สามารถเดินทางไปพิสูจน์ทราบได้ทัน แต่สุดท้ายพบว่าเป็นเครื่องบินพาณิชย์ที่บินเรียงคิวกันลงสนามบิน

ข้อมูลนายเคิร์กเพทริกสอดคล้องรายงานของเพนตากอนที่นำมาเปิดเผยในปี 2564 เกี่ยวกับการพบเห็นยูเอพี 144 ครั้ง โดยนักบินของกองทัพสหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2547 แต่ทั้งหมดอธิบายได้ มีกรณีเดียวที่อธิบายไม่ได้ และเพนตากอนไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ว่าวัตถุดังกล่าวอาจมาจากนอกดาวเคราะห์โลก

กรณีอธิบายได้ยังรวมถึงความบังเอิญอื่นๆ นายเดวิด สปีร์เกล หัวหน้าแผนกยูเอพีของนาซ่า ยกตัวอย่างกรณีการตรวจจับคลื่นไมโครเวฟลึกลับในออสเตรเลีย

กระทั่งมีนักวิจัยสังเกตว่ามักตรวจพบช่วงเวลาพักเที่ยง นำไปสู่การค้นพบว่าคลื่นไมโครเวฟลึกลับที่ตรวจพบมาจากเตาไมโครเวฟที่นักวิจัยใช้อุ่นอาหาร

นายสก็อตต์ เคลลี อดีตนักบินอวกาศและนักบินผู้มีประสบการณ์หลายสิบปียังระบุถึงกรณีภาพลวงตาจากแสงเวลาบินอยู่บนท้องฟ้าด้วย โดยตนและนักบินผู้ช่วยพบวัตถุลึกลับบินผ่านเครื่องไปอย่างรวดเร็วขณะอยู่บริเวณหาดเวอร์จิเนีย บีช

เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นเพียงลูกโป่งเท่านั้น

หนึ่งในกรณีโด่งดังที่สุด เป็นวิดีโอจากเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐ

นายโจชัวร์ เซเมเตอร์ ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ฟิสิกส์อวกาศ ระบุถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าสะท้อนถึงความสำคัญของการแจ้งข้อมูล และการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

คลิปดังกล่าวเผยให้เห็นวัตถุไม่ทราบที่มา เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วสูงสวนกระแสลม

ทว่า จากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในภายหลังพบว่า วัตถุลึกลับนี้เคลื่อนที่ด้วยอัตราเร็วเพียง 40 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 64 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะบอกไม่ได้ว่าวัตถุนี้คือ สิ่งใด แต่เป็นตัวอย่างที่ดีของการศึกษาที่จะสร้างพื้นฐานความเข้าใจ นำไปสู่การวิเคราะห์ข้อมูลทำความเข้าใจยูเอพีในอนาคต

นาซ่ายังนำสไลด์มาเปิดเผยถึงข้อมูลเชิงสถิติของยูเอพีด้วยว่า พบมากในระดับความสูง 10,000-30,000 ฟุต โดยพบมากสุดที่ระดับ 25,000 ฟุต ถึงร้อยละ 30 ซึ่งเป็นระดับต่ำกว่าเครื่องบินพาณิชย์ใช้ เล็กน้อย คือ 30,000-35,000 ฟุต

มีลักษณะเด่นเป็นวัตถุทรงกลม ทิศทางเคลื่อนที่ไม่แน่นอน มีขนาด 1-4 เมตร สีขาว สีเงิน และโปร่งแสง มีอัตราเร็วตั้งแต่ 0 ไปจนถึงเหนือความเร็วเสียง 2 เท่า (2 มัก) ไม่พบระบบขับเคลื่อนแบบไอพ่น (ไม่พบความร้อนจากไอพ่นเครื่องยนต์)

เรดาร์ตรวจอากาศแบบ X-band ตรวจพบไม่สม่ำเสมอ หากพบจะอยู่ช่วงความถี่ 8-12 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) คลื่นวิทยุที่ช่วง 1-3 GHz และ 8-12 GHz การตรวจด้วยคลื่นความร้อนพบไม่สม่ำเสมอ อาจตรวจพบได้บ้างด้วยรังสีใต้แดง หรืออินฟราเรด ทั้งแบบระยะคลื่นสั้นและ ปานกลาง

ต่อเรื่องของสิ่งมีชีวิตและอารยธรรมต่างดาว นาซ่าไม่ได้ปิดประตูความเป็นไปได้เรื่องนี้

นายเดวิด กรินสปูน นักวิทยาดาวเคราะห์ของนาซ่ากล่าวว่า การศึกษายูเอพีเชื่อมโยงกับเป้าหมายหลักของนาซ่าในการพิสูจน์ว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลกอยู่หรือไม่

เช่นเดียวกับการค้นพบก๊าซแปลกประหลาดนอกโลก หนึ่งในข้อบ่งชี้ว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นอยู่นอกโลก แต่นาซ่าไม่สามารถด่วนสรุปฟันธงแบบนั้นได้ สิ่งที่นาซ่าต้องทำคือค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมให้แน่ชัด

นายกรินสปูนกล่าวต่อว่า นาซ่าอาจนำข้อมูลที่พบจากยูเอพีไปใช้เป็นพื้นฐานสำรวจหาวัตถุเหล่านี้ในอวกาศได้ด้วย เช่น ลักษณะของวัตถุ รูปแบบการเคลื่อนที่ การทำปฏิกิริยากับแสง และอัตลักษณ์อื่นๆ

เพราะข้อเท็จจริงที่ว่า จักรภพมีดวงดาวอยู่จำนวนมหาศาล ผนวกกับทฤษฎีวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตและพัฒนาการของจักรวาลถือว่าสนับสนุนสมมติฐานความเป็นไปได้ที่อาจมีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกโลก แม้แต่ในระบบสุริยจักรวาลของมนุษย์ก็เป็นไปได้

อย่างไรก็ดี นาซ่ายอมรับว่า การศึกษายูเอพีมีข้อจำกัดในหลายมิติ ตั้งแต่เรื่องความเป็นส่วนตัวและอธิปไตยของแต่ละชาติ

นายเคิร์กเพทริกระบุว่า นาซ่าเปิดเผยได้เพียงความหนาแน่นของกรณียูเอพี ที่พบว่ามีอยู่บริเวณใดของโลกบ้าง แต่สามารถลงลึกในรายละเอียดได้เฉพาะบริเวณสหรัฐเท่านั้น เนื่องจากอาจสร้างความไม่พอใจให้ชาติอื่นๆ ได้

นายเดวิด สปีร์เกล หัวหน้าแผนกยูเอพีของนาซ่า กล่าวถึงข้อจำกัดอีกว่า กรณีพบเห็นยูเอพีนั้นคาดว่าต่ำกว่าที่มีอยู่จริง สะท้อนจากความกลัวของผู้พบเห็นที่อาจถูกมองว่าเพ้อเจ้อ เช่น กรณีที่มีกลุ่มนักบินพาณิชย์พบเห็นบ่อยครั้ง แต่ไม่กล้าแจ้งเรื่องดังกล่าว

นายสปีร์เกลยังระบุถึงหนึ่งในเป้าหมายของการแถลงข่าวและเปิดเผยรายงานการศึกษาว่าต้องการทำลายกำแพงนี้ลง เนื่องจากเป็นเวลาที่วงการวิทยาศาสตร์ต้องการข้อมูลเพื่อนำมาศึกษาหาคำอธิบายอย่างจริงจังต่อยูเอพี

นางนิโคลา ฟ็อกซ์ หัวหน้าแผนกนักวิทยาศาสตร์นาซ่า กล่าวเสริมว่า แม้แต่ใน วงการวิทยาศาสตร์เอง นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่ค้นคว้าศึกษาเรื่องยูเอฟโอมา ก็เคยถูกล้อเลียนและกีดกันจากทั้งนักวิทยาศาสตร์ด้วยกันและในสังคมด้วย

“การคุกคามที่เกิดขึ้นทำให้เกิดบาดแผลระหว่างกันในวงการยูเอพี ส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และทำให้ผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาอยู่ในแวดวงยูเอพีสูญเสียกำลังใจ” ฟ็อกซ์ ระบุ

ทิศทางของนาซ่าที่เปลี่ยนจากการปฏิเสธและต่อต้านทฤษฎียูเอฟโอมานานหลายทศวรรษมาเป็นการมุ่งศึกษาและเปิดเผยต่อสาธารณะ มากขึ้นเพื่อให้เกิดความโปร่งใสแก่สังคม และทำลายมายาคติที่ว่า นาซ่านั้นมัก “แอบซ่อน” ความลับไว้เบื้องหลัง

รายงานฉบับเต็มที่จะได้รับการเปิดเผยในเดือนก.ค.นี้นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของนาซ่า

ทีมข่าวสดไอที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน