ผ่านพ้นการเลือกตั้งมากว่า 2 สัปดาห์ การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลของ 8 พรรคร่วม นำโดยพรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย พรรคไทยสร้างไทย พรรคเป็นธรรม พรรคเพื่อไทรวมพลังและพรรคพลังสังคมใหม่ ยังคงเดินหน้าตาม เงื่อนไขเอ็มโอยู
แต่การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของเมืองไทย ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เจอ ‘อุปสรรค’ ชิ้นใหญ่
นั่นคือ ปมถือหุ้น บมจ.ไอทีวี จำนวน 42,000 หุ้น
หลังจากมีผู้ร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ตรวจสอบว่า นายพิธาเข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3) หรือไม่ รวมถึงให้ตรวจสอบด้วยว่าคุณสมบัติของหัวหน้าพรรค จะส่งผลต่อการเซ็นรับรองผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อ ของพรรคก้าวไกล หรือไม่
นายสมชาย แสวงการ ส.ว. แสดงทรรศนะกรณี นายพิธาถือหุ้นสื่อไอทีวี โดยระบุว่า ถ้าถือหุ้นสื่อไอทีวี เป็นความผิดจะถูกตัดสิทธิ ส.ส.และแคนดิเดตนายกฯ ด้วยหรือไม่ ในเรื่องนี้มีรัฐธรรมนูญ 4 มาตราที่เกี่ยวข้องคือ
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้นนั้น ผิดและเป็นลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส.นั้น นายพิธาจะขาดคุณสมบัติทั้ง ส.ส.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
แม้อาจจะขายหรือโอนหุ้นออกวันใด ย่อมไม่มีผลเปลี่ยนแปลงต่อการพิจารณาคดีแล้ว เพราะ 1.การเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 88 นั้น ดำเนินการก่อนปิดรับสมัคร ส.ส.
มาตรา 89 (2) ผู้ได้รับการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 160 ซึ่งมาตรา 160 (6) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98
มาตรา 98 (3) ห้ามผู้สมัคร ส.ส.เป็นเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชนใดๆ
ดังนั้น ถ้าตีความตามนี้ น่าจะถือว่าขาดคุณสมบัติตั้งแต่วันปิดรับสมัครตามมาตรา 88 ในวันที่ 4-7 เม.ย.2566 แล้ว
แต่หนทางที่ถูกต้องชอบธรรมที่สุดคือ กกต. มีหน้าที่สรุปส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้เป็นที่ยุติ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่สุด มีผลผูกพันทุกองค์กร
ขณะที่ นายพิธาระบุถึงการไปชี้แจงเรื่องหุ้นต่อกกต. ระหว่างร่วมงานบางกอกไพรด์ 2023 ว่า พร้อมชี้แจงทั้งเรื่องหลักฐานและหลักกฎหมาย อย่างที่บอกว่ายังไม่มีการติดต่อมาจาก กกต.ด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่า กกต.สงสัยกันประเด็นใด รอให้มีเอกสารมาก็จะทำเอกสารชี้แจงกลับ พร้อมให้ความร่วมมือเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ และคงไม่มีอะไรที่จะทำให้การตั้งรัฐบาลสะดุดลงได้
เช่นเดียวกับนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไร้กังวลต่อความเห็นของ ส.ว.สมชาย ปมหุ้นไอทีวี มั่นใจชี้แจงกกต.ได้ พร้อมยอมรับข้อบังคับพรรคเขียนคุณสมบัติสมาชิก ตามคุณสมบัติ ส.ส.
อย่างไรก็ตาม หลายคนออกมาแย้งว่า ไอทีวีปิดกิจการมาตั้งนานแล้ว และหุ้นก็ไม่มีการเคลื่อนไหว
ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกชัดเจนว่า ไอทีวี ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนมาตั้งแต่ปี 2550 และได้ถอนชื่อออกจากตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2557 สาเหตุที่ยังคงสถานะเป็นบริษัท เพราะยังมีการฟ้องร้องอยู่กับสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) จากการที่ สปน. ยกเลิกสัญญาสัมปทานที่ทำกับ บมจ.ไอทีวี
ขณะที่โลกออนไลน์ก็แชร์ข้อความของนายจตุรงค์ สุขเอียด อดีต บ.ก.ไอทีวี ที่ออกมาตั้งคำถามว่า บังเอิญไปมั้ย หุ้นมีการซื้อขาย ทั้งที่ไม่มีราคาและนิ่งมานาน
หุ้นไอทีวี ถูกถอดจากตลาดหลักทรัพย์แล้วเมื่อปี 2557 แต่หุ้นไปอยู่ที่ศูนย์รับฝาก
บังเอิญอะไรไม่รู้ ก่อนจะมีคนไปร้องเรียนเรื่องหุ้นนายพิธา มีคนหนึ่งไปซื้อหุ้นกันแล้วเปลี่ยนชื่อผู้ถือ รู้สึกแปลกเพราะมันไม่มีราคา แล้วนิ่งมานาน ทำไมมาซื้อกัน ตอนนี้ไอทีวีไม่มีทีมผลิตคอนเทนต์
ถ้าจำไม่ผิดคาดว่าเดือนนี้คงรู้ผลจากศาลปกครองสูงสุด ถึงสถานะของไอทีวีว่าจะชนะคดีตามคาดหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ไม่เฉพาะแต่เจ้าของ นักลงทุนรายเล็ก รายย่อย จนถึงอดีตพนักงานรอคอยมาแสนนาน
แต่ใครจะคิดว่า จะบังเอิญอะไรกับไทม์ไลน์ทางการเมืองพอดี
ไอทีวีเกิดจากผลพวงเหตุการณ์นองเลือดพฤษภา 35 เปลี่ยนมือจากนักลงทุนหลายรายมาสู่เครือชินฯ จอดำจากรัฐ ประหารปี 49 และตอนนี้ครึ่งหลับครึ่งตื่นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออำนาจทางการเมืองปี 66
มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากรู้ผลคดีไอทีวี ฟ้องสปน. ภายในเดือนนี้จริง จะส่งผลกระทบต่อนายพิธา และการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่