ผลสำรวจใหม่โดยยูนิเซฟชี้ให้เห็นว่า ครัวเรือนในประเทศไทย เริ่มฟื้นจากวิกฤตโควิด-19 โดยประชากรทุกกลุ่มเริ่มกลับมามีงานทำและมีรายได้ อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนที่ยากจนที่สุดและครัวเรือน ที่มีเด็กยังต้องเผชิญความท้าทายหลายด้าน เช่น การดูแลเด็ก หนี้ครัวเรือน และเงินออม

การสำรวจผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของวิกฤตโควิด-19 จัดทำขึ้นเพื่อประเมินผลกระทบของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และวิกฤตอื่นๆ เช่น ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยติดตามการฟื้นตัวของ ครัวเรือนในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ การจ้างงาน การดูแลเด็ก ความมั่นคงทางอาหาร การศึกษา ตลอดจนการช่วยเหลือทางสังคม การสำรวจจัดทำขึ้น 2 ครั้งในเดือนกันยายน 2565 และเดือนมีนาคม 2566 เพื่อเปรียบเทียบแนวโน้มการฟื้นตัวโดยสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างกว่า 2,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ

การสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการฟื้นตัวที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องการจ้างงานหลังจากที่หลายคนต้องถูกเลิกจ้างในช่วงการแพร่ระบาด ผลสำรวจชี้ว่าเกือบร้อยละ 90 ของผู้ให้สัมภาษณ์ในเดือนมีนาคม 2566 ระบุว่า มีงานทำ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 79 ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว นอกจากนี้ ร้อยละ 55 ของผู้ให้สัมภาษณ์ยังระบุว่ามีรายได้เพิ่มขึ้น และเกือบครึ่งระบุว่ารายได้ของพวกเขาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่าครัวเรือนที่มีเด็กมีการฟื้นตัวที่ช้ากว่าเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ และมักกลับเข้าสู่ระบบการทำงานได้ยากกว่า ส่วนใหญ่เนื่องมาจากภาระการต้องเลี้ยงดูบุตรหลานโดยมีแม่และย่าหรือยายเป็นผู้รับภาระดังกล่าวสูงถึงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับพ่อและปู่หรือตาซึ่งมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 4

นางคยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ในขณะที่เราเห็นแนวโน้มการฟื้นตัวของประชากรกลุ่มต่างๆ แต่ครัวเรือนที่มีเด็กและครัวเรือนที่ยากจนยังคงฟื้นตัวช้าและเผชิญความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงดูเด็ก การทำงาน และราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ความท้าทายเหล่านี้ล้วนตอกย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นที่ ทุกฝ่ายต้องหันมาเพิ่มการลงทุนในเด็ก โดยเฉพาะการจัดให้มีบริการเลี้ยงดูเด็กที่มีคุณภาพในราคาเข้าถึงได้ ตลอดจนการขยายสวัสดิการเงินอุดหนุนเด็กเล็กให้แบบถ้วนหน้า รวมถึงการเพิ่มจำนวนเงินเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระให้ครอบครัวเนื่องจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น”

การสำรวจยังพบอีกว่า การหาบริการเลี้ยงดูเด็กที่เหมาะสมยังเป็นความท้าทายสำคัญสำหรับผู้ปกครอง ซึ่ง 1 ใน 3 ของผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่าไม่ได้ทำงานเนื่องจากต้องเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชนบท ซึ่งระบุว่า บริการรับเลี้ยงเด็กมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ใน ขณะที่ร้อยละ 5 ของผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่าบางครั้งต้องทิ้งบุตรหลาน อายุ 0-6 ขวบไว้ลำพัง หรือให้อยู่ในการดูแลของเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ และอีกร้อยละ 10 บอกว่ามักนำบุตรหลานไปทำงานด้วยเพราะไม่สามารถ ฝากไว้กับใครได้

แม้ว่าครัวเรือนส่วนใหญ่จะได้รับความช่วยเหลือทางสังคมจากรัฐบาล แต่ผลสำรวจยังพบแนวโน้มที่น่าเป็นห่วงด้านเงินเก็บและหนี้ครัวเรือน โดยร้อยละ 70 ระบุว่าครัวเรือนมีเงินเก็บลดลงจาก 6 เดือนที่แล้ว หรือไม่มีเงินเก็บเลย นอกจากนี้ในช่วงเดือนกันยายน 2565-มีนาคม 2566 การกู้ยืมจากสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21 เป็นร้อยละ 40 ในขณะที่การผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 24 เป็นร้อยละ 36 ครัวเรือนที่มีเด็กมีแนวโน้มจะมีปัญหาหนี้สินมากกว่า โดยร้อยละ 40 ผิดนัดชำระหนี้ในเดือนมีนาคม 2566

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบแนวโน้มที่ดีว่าเด็กๆ ได้กลับไปเรียนในโรงเรียนอีกครั้ง โดยในเดือนมีนาคม 2566 ผู้ให้สัมภาษณ์เกือบทั้งหมดระบุว่าบุตรหลานของตนกลับไปเรียนหนังสือในโรงเรียนแล้ว เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 94 ในเดือนกันยายนปีที่แล้ว และส่วนใหญ่ระบุว่าบุตรหลานไม่มีอุปสรรคในการติดตามบทเรียน

นางคิมกล่าวเสริมว่า “เราหวังว่าการสำรวจนี้จะช่วยเติมเต็มความพยายามของรัฐบาลไทยในการทำให้ประเทศฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 อย่างครอบคลุมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การกำหนดให้เด็กเป็นประเด็นหลักของวาระแห่งชาติจะช่วยให้เราไม่เพียงฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังช่วยนำเราไปสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ร่วมกันได้รวดเร็วขึ้น”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน