พรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2022-23 เป็น ช่วงเวลาชวนใจหายใจคว่ำอีกครั้งสำหรับ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน ที่ต้องดิ้นรนแบบหัวซุกหัวซุนกว่าจะรอดตกชั้นไปได้อีกซีซั่น

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าสภาพของเอฟเวอร์ตันในปัจจุบันช่างดูย่ำแย่เหลือเกิน เรียกได้ว่าไม่น่าแปลกใจหากฤดูกาลหน้าทีมจะต้องดิ้นรนหนีตายอีก ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” จะสามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้หรือไม่ แล้วถ้าไม่มีอะไรดีขึ้นทีมจะมีปัญญาเอาตัวรอดไปได้ถึงเมื่อไหร่

หลังจบเกมปิดฤดูกาลที่เอฟเวอร์ตันเฉือนชนะบอร์นมัธ 1-0 ฌอน ไดช์ ผู้จัดการทีมคนปัจจุบันพูดเองว่าหลังจากนี้สโมสร มีงานต้องทำอีกมาก ไม่ใช่แค่ตัวเขาเองเท่านั้น แต่ทุกคนในสโมสรก็ต้องร่วมมือกันด้วย

ถ้าถามว่าเอฟเวอร์ตันมีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญก็น่าจะแตกต่างกันไป แต่ที่น่าจะคิดตรงกันคือมีหลายปัจจัยแน่นอน ซึ่งในส่วนของสำนักข่าว การ์เดียนได้สรุปประเด็นที่น่าสนใจไว้ดังนี้

เริ่มจากบอร์ดบริหาร สิ่งสำคัญที่สังเกตได้นั้นจะพบว่าไม่เคยมีบอร์ดบริหารเอฟเวอร์ตันคนไหนมาดูเกมของทีมภายใต้การกุมบังเหียนของไดช์เลย ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้แฟนบอลย่อมไม่พอใจที่บุคคลระดับสูงของสโมสรไม่ให้ความใส่ใจกับทีมเท่าที่ควร

ที่จริงแล้วอย่าว่าแต่เรื่องสานสัมพันธ์ระหว่างบอร์ดบริหารกับแฟนบอลเลย เพราะตอนนี้ในกลุ่มผู้บริหารเองก็ยังไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวกันด้วยซ้ำ โดยปัจจุบันเอฟเวอร์ตันอยู่ในการครอบครองของ ฟาร์ฮัด โมชิรี นักธุรกิจเชื้อสายอิหร่าน แต่โมชิรีกลับไม่ได้รับการยกย่องในสถานะหัวเรือใหญ่

กลายเป็นว่าผู้ทรงอิทธิพลในหมู่บอร์ดบริหารกลับเป็นประธานสโมสรอย่าง บิล เคนไรต์ ซึ่งถือหุ้นเอฟเวอร์ตันอยู่ 1.3% โดยเคนไรต์ยังมีประธานบริหาร เดนิส แบร์เร็ตต์-แบ็กเซนเดล คอยหนุนหลังด้วย แต่นี่เป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวกที่แฟนบอลไม่ชอบใจเอาเสียเลย

เอฟเวอร์ตันจำเป็นต้องปฏิรูปเรื่องการบริหารครั้งใหญ่ต้องเลิก ขัดแข้งขัดขาแล้วร่วมมือกันให้ได้เสียก่อน จากนั้นค่อยช่วยกันคิดนโยบายใหม่ๆ เพื่อกอบกู้ทีมต่อไป

ต่อมาเป็นเรื่องขุมกำลังนักเตะ ในเกมตัดสินชะตากับบอร์นมัธนั้นเอฟเวอร์ตันต้องจัดทีมโดยที่ไม่มีศูนย์หน้าและฟูลแบ๊กธรรมชาติ แถมยังมีผู้เล่นสำรองข้างสนามแค่ 7 คน จากกฎที่สามารถใส่ได้มากที่สุด 9 คน

ในรอบ 10 ปีหลังสุด เอฟเวอร์ตันมีการเปลี่ยนแปลงกุนซือถึง 10 คน ทั้งแบบแต่งตั้งเต็มตัวและแบบรักษาการ ซึ่งแต่ละคนก็นำ นักเตะเข้าสู่ทีมในแบบที่ตัวเองต้องการ และสภาพทีมที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นก็เป็นผลสืบเนื่องตามมา ที่สภาพทีมง่อนแง่นและไม่ได้เข้าขารู้ใจกันนัก แถมยังมีผู้เล่นที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนเกินมากมายและทีมต้องโละทิ้ง

แต่การจะเปลี่ยนแปลงขุมกำลังก็ต้องอยู่ที่กลยุทธ์เสริมทัพด้วย ไดช์จำเป็นต้องประสานงานกับผู้อำนวยการฟุตบอลอย่าง เควิน เธลเวลล์ โดยเธลเวลล์นั้นถูกวิจารณ์อย่างหนักกับการที่ทีมไม่มีกองหน้ามาเสริมทัพในตลาดเดือนมกราคม หลังจากนี้ทั้งไดช์และเธลเวลล์ต้องหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปเรื่องแนวทางการสร้างทีมที่ชัดเจน

นอกจากนี้ เอฟเวอร์ตันยังติดขัดเรื่องการเงินของสโมสรด้วย โดยในรอบ 3 ปีหลังสุด “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” มียอดขาดทุนรวมกันสูงถึง 305.5 ล้านปอนด์ และไดช์เองก็ยอมรับว่าทีมคงไม่สามารถทุ่มซื้อนักเตะได้ แถมยังอาจมีผู้เล่นเดิมต้องถูกขายเพื่อระดมทุนเข้ามา

ขณะที่โมชิรีเองก็กำลังดำเนินการเจรจากับกลุ่มทุนเพื่อหารายได้เข้ามา ซึ่งจะช่วยให้เอฟเวอร์ตันเดินแผนสร้างสนามใหม่ได้ราบรื่นขึ้น แต่กว่าที่ผลประโยชน์จากสนามใหม่จะงอกเงย สโมสรเองก็ต้องปักหลักอยู่ในพรีเมียร์ลีกให้ได้สักระยะหนึ่งเสียก่อน

เอฟเวอร์ตันลำบากแน่ถ้าตกชั้นไปลีกแชมเปียนชิพ เพราะ รายได้จะต่ำกว่าพรีเมียร์ลีกแบบคนละเรื่อง แถมถ้าตกชั้นลงไปก็อาจส่งผลต่อยอดคนดูที่จะเข้าสนามในแต่ละเกมเสียอีก

ตอนนี้ยังมีเวลาอีกพอสมควรกว่าที่ฤดูกาลใหม่ 2023-24 จะเปิดฉาก ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเอฟเวอร์ตันก็คงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อผลักดันสโมสรให้เดินหน้าต่อไปได้ ไม่เช่นนั้นช่วงเวลาที่สโมสรจะอยู่ในพรีเมียร์ลีกคงเหลือสั้นเต็มที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน