“ยุทธศักดิ์” ฝากงานผู้ว่าการททท.คนใหม่ ดำเนินนโยบายท่องเที่ยวทั้งปี เผยปี 2567 ชงของบ 5,000 ล้านบาท สร้างรายได้ให้ถึง 3 ล้านล้านบาท
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ปลายเดือนส.ค.2566 จะหมดวาระของการนั่งตำแหน่ง ผู้ว่าการททท.จึงได้ฝากนโยบายส่งต่อน.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ที่จะขึ้นเป็นผู้ว่าการททท.คนต่อไปตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.2566 ให้ดำเนินนโยบายท่องเที่ยวทั้งปี ท่องเที่ยวยั่งยืน ท่องเที่ยวเท่าเทียม เพื่อกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม สร้างโอกาส และเพิ่มการเข้าถึงการท่องเที่ยว เป็นการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล ให้ความสุขและส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดจากการท่องเที่ยวกระจายไปยังนักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม ในทุกระดับ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะภาพใดก็ตาม
พร้อมกันนี้ปีงบประมาณ 2567 ททท.มีเป้าหมายสร้างรายได้ท่องเที่ยวให้กลับมาให้ได้ 3 ล้านล้านบาทเท่ากับปี 2562 ก่อนเกิดโควิด-19 เพื่อทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวสามารถฟื้นคืนสู่ปกติได้ ในระดับที่จะสร้างความมั่นใจว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยจะพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยวใหม่ จำเป็นต้องสร้างความมั่นคงทางการท่องเที่ยว เพิ่มความแข็งแกร่งและสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว เป็นหลักประกันในการสร้างมูลค่าหรือรายได้ ที่ยั่งยืนให้กับประเทศ โดยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน
“ปี 2567 ททท.ขอรับจัดสรรงบประมาณเบื้องต้น 5,000 ล้านบาท หลังจากถูกปรับลดลงในช่วงเกิดวิกฤตโควิด-19 โดยในปี 2566 ได้รับจัดสรร 3,258 ล้านบาท”
สำหรับความมั่นคงทางการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 1. Strengthening Supply Chain เสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน บนพื้นฐานของคุณภาพและความยั่งยืน พร้อมโครงสร้างที่ส่งเสริมการกระจายรายได้การท่องเที่ยวสู่ท้องถิ่นและชุมชนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม 2.พัฒนาปัจจัยสนับสนุนการท่องเที่ยวและโครงสร้าง พื้นฐานบริการนักท่องเที่ยว รวมถึงปัจจัยที่เอื้อต่อการเดินทางอย่างสะดวกปลอดภัย มีมาตรฐานการปฏิบัติเรื่องความสะดวกและปลอดภัยต่อนักท่องเที่ยวอย่างเท่าเทียม
3.การเร่งรัดการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล โดยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่าน เพิ่มความสามารถในการเข้าใจ เข้าถึง และใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงภายนอก เช่น ภัยธรรมชาติ โรคระบาด ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในและภายนอกประเทศ