เพิ่มอุณหภูมิในประเด็น “หุ้นสื่อ” ให้ร้อนระอุขึ้นไปอีกขั้น หลังกกต.มีมติตีตกคำร้องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี มีลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. กรณีถือหุ้นไอทีวี เหตุผลเนื่องจากการยื่นร้องเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ที่จะรับคำร้องไว้พิจารณาได้
แต่กลับมีมติรับเรื่องไว้พิจารณา “เป็นความปรากฏ” โดยอ้างว่าคำร้องที่ยื่นมามีรายละเอียดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ รวมทั้งมีหลักฐานและข้อมูลเพียงพอที่จะสืบสวนว่านายพิธา มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัคร ส.ส. และรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังมาสมัคร
เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. จึงสั่งไต่สวนเป็นกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ
โดยมติของกกต.นี้ เป็นไปตามที่ สำนักงานกกต.ได้เสนอต่อที่ประชุม กกต.เมื่อวันที่ 6 มิ.ย.ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ เนื่องจาก นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ได้ยื่นคำร้องเมื่อ 10 พ.ค. 2566 เกินเวลาที่ พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส.กำหนดว่าต้องยื่นภายใน 7 วัน นับแต่กกต.ประกาศรายชื่อผู้สมัคร
มติของกกต.ที่รับไว้พิจารณา “เป็นความปรากฏทั้งที่รู้อยู่แล้วไม่มีสิทธิลงสมัครแต่ลงสมัคร” นี้ จึงเท่ากับว่า กกต.เลือกจะ “เปิดเกมลุยเอง” เมื่อคำร้องยื่นมาล่าช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด ก็หันไปใช้ช่องทางตามมาตรา 151 โดยกกต.สามารถยื่นร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เอาผิดทางอาญาได้เอง

สมชัย ศรีสุทธิยากร
ประเด็นนี้นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางจะส่งผลอย่างไรต่อไป มีความเห็นจาก นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. โพสต์เฟซบุ๊กระบุ “หวยออก 151 เป็นบวกหรือลบต่อพิธา โดยแจกแจงประเด็นสำคัญไว้ว่า
ตามมาตรา 151 ซึ่งเป็นคดีอาญานั้น มีกระบวนการยาวนานเป็นปี และเป็นหลักประกันความยุติธรรมว่าต้องผิดจริงจึงถูกลงโทษ แต่โทษรุนแรงกว่า เพราะโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี ตัดสิทธิทางการเมือง 20 ปี
แต่การฟ้องอาญาแม้อยู่ในขั้นกระบวนการยังไม่เสร็จสิ้น แต่จะเป็นข้ออ้างของส.ว.ที่จะไม่ยกมือโหวตเลือกนายพิธาเป็นนายกฯ แบบไม่ตะขิดตะขวงใจ
อีกทั้งมองไปถึงวันข้างหน้า หลังการรับรองส.ส.แล้วว่า คดีหุ้นสื่อนี้ยังไปต่อในชั้นศาลรัฐธรรมนูญได้อีก หาก 50 ส.ส. หรือ 25 ส.ว.เข้าชื่อกันยื่น หรือแม้แต่ กกต.จะยื่นเองในฐานะความปรากฏ ตามมาตรา 82 ของรัฐธรรมนูญ
แต่ก็มีการมองต่างมุมว่า การต่อสู้ทางอาญา มาตรา 151 แม้โทษหนัก แต่ตามกระบวนการสืบสวนสอบสวนยังมีช่องทางสู้

เชาว์ มีขวด
นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ ความผิดมาตรา 151 พ.ร.ป.เลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 ต้องเป็นความผิดที่มีเจตนาชัดเจน กฎหมายใช้คำว่า “รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้ง”
คำว่า “รู้อยู่แล้ว” ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่ตายตัว รับฟังเป็นยุติ ไม่สามารถดิ้นได้ไม่ว่าโดยวิธีใด เช่น เคยต้องคำพิพากษา หรือคุณสมบัติเกี่ยวกับการศึกษา
แต่กรณีการถือหุ้นของนายพิธาถือเป็นประเด็นที่ยังไม่ยุติ ยังมี ข้อสงสัยอยู่หลายประการ ประเด็นสำคัญคือไอทีวี ยังประกอบกิจการสื่ออยู่หรือไม่ แค่นายพิธาต่อสู้ว่าตนเองเข้าใจว่าไอทีวีไม่ได้เป็นสื่อ ก็จะพ้นความผิดทันทีเพราะขาดเจตนา
มิเช่นนั้นนายพิธาคงโอนหุ้นให้เสร็จก่อนวันสมัคร คงไม่โง่ฝ่าฝืนลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งๆ ที่รู้ว่ามีความผิด
ขณะที่ นายชํานาญ จันทร์เรือง อดีตรองหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และกรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ระบุ กรณี มาตรา 42(3) และมาตรา 151 แม้มีโทษหนักแต่ใช้เวลาอีกยาวนาน กกต.สอบสวนเสร็จ ต้องไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งมีขั้นตอนต่อไปยังพนักงานอัยการและอีก 3 ชั้นศาล หมดสมัยสภาชุดที่ 26 แล้วจะเสร็จหรือเปล่าก็ไม่รู้
เป็นด้านบวกที่มองในแง่การสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมที่มีขั้นมีตอน และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องต่อสู้ กระนั้นหลายฝ่ายก็ไม่วางใจต่อท่าทีของส.ว.
ดังที่ นายรังสิมันต์ โรม โฆษกพรรคก้าวไกล ฟันธงทันทีถึงการดำเนินการของ กกต.นั้น ทำให้เห็นชัดว่ามีกระบวนการเตะตัดขาเพื่อไม่ให้พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล และสกัดกั้นไม่ให้นายพิธาเป็นนายกฯ
พร้อมกับรีบดักคอว่า อย่าเอากรณีนี้มาปะปนกับขั้นตอนที่จะเลือกนายกฯ เพราะตามรัฐธรรมนูญแล้ว เราต้องสันนิษฐานให้ผู้ที่ถูกดำเนินคดีอาญาเป็นผู้บริสุทธิ์ก่อน
เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่กล่าวไว้ว่า กรณีการตรวจสอบนายพิธา ตามมาตรา 151 จะใช้เป็นข้ออ้างในการโหวตไม่ได้ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด
และแน่นอน ส.ว.ไม่ได้มองว่า มติของกกต.ดังกล่าวจะมีผลให้ส.ว.เปลี่ยนจุดยืนใดๆ ดังที่ นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. ระบุ การที่กกต.ไต่สวนนายพิธา ตามมาตรา 151 ไม่ได้มีผลกับการโหวตนายกฯ ยืนยันเมื่อประกาศไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าไม่โหวตให้นายพิธา ก็คือไม่โหวต