เรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่ “มหัศจรรย์” สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังพวกเขาสามารถผงาดคว้าเทรเบิลแชมป์ หรือ 3 แชมป์มาครองประกอบด้วย พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, เอฟเอ คัพ และยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก พร้อมเป็นที่สองของ “แดนผู้ดี” ที่สร้างประวัติศาสตร์ดังกล่าวต่อจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาล 1998-99 ด้วย
“ข่าวสดกีฬา” ได้วิเคราะห์ถึง 3 ปัจจัยหลัก ที่ทำให้ แมนฯ ซิตี้ สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสรของตัวเอง

เออร์ลิง ฮาลันด์ จิ๊กซอว์สำคัญ
เป็นที่ทราบกันดีว่า แมนฯ ซิตี้ เป็นทีม ที่สร้างเกมรุกได้สวยงาม แต่ก็มีปัญหาเรื่องการ “จบสกอร์” กระทั่งเป๊ป ได้แก้ปัญหาตรงจุดนี้ด้วยการเซ็นสัญญากับ เออร์ลิง ฮาลันด์ สุดยอดศูนย์หน้าดาวรุ่งทีมชาตินอร์เวย์ ที่สร้างชื่อมาตั้งแต่กับ เรดบูลส์ ซัลซ์บวร์ก จนกระทั่งกับ โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์
โดยก่อนฤดูกาลนี้จะเริ่มขึ้นคงไม่มีใคร เชื่อว่า ฮาลันด์ จะสามารถปรับตัวกับต้นสังกัดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว และกลายเป็น “เครื่องจักรถล่มประตู” ได้ถึงขั้นนี้ ทว่า ดาวเตะวัย 22 ปีกลับพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เวลา และลีกใหม่ไม่ใช่อุปสรรคในการปรับตัวของเขา เนื่องจากเจ้าตัวทำสกอร์รวมไปถึง 52 ประตูจากการลงสนาม 53 นัดทุกรายการ พร้อมกวาดรางวัลส่วนตัวมาครองมากมาย เช่น ดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก, ดาวซัลโวยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก และนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก เป็นต้น
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ฮาลันด์คือ “ซูเปอร์ดีล” ในรอบทศวรรษของ แมนฯ ซิตี้

แข้งเก่ากับฟอร์มการเล่นใหม่
บรรดาผู้เล่นเก่าของทีมหลายรายก็มีผลงานที่โดดเด่นขึ้นมาในซีซั่นนี้ ซึ่งคนที่เห็นได้ชัดที่สุดคงจะหนีไม่พ้น แจ๊ก กริลิช ปีกทีมชาติอังกฤษ เพราะย้อนไปเมื่อฤดูกาล 2021-22 ที่เขาย้ายมาอยู่กับ “เรือใบสีฟ้า” นั้น เจ้าตัว ทำผลงานได้น่าผิดหวังกับค่าตัว 100 ล้านปอนด์ (ราว 4.34 พันล้านบาท) ทว่าในซีซั่นนี้ ผู้เล่นวัย 27 ปียกระดับฝีเท้าของตัวเองขึ้นมาทั้งเรื่องการเลี้ยงบอลที่ไม่ฝืนจังหวะจนเกินไป รวมถึงการจ่ายบอลให้เพื่อจบสกอร์ที่แม่นยำมากขึ้น จนสามารถกลับมายึดตำแหน่งตัวจริงแนวรุกฝั่งซ้ายพร้อมมีสถิติรวมยิง 5 ประตู และทำ 11 แอสซิสต์จาก 50 นัดทุกรายการ
แข้งอีกหนึ่งรายที่พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น นั่นก็คือ นาธาน อาเก ซึ่งตอนที่เขาย้ายมาอยู่กับ แมนฯ ซิตี้ จาก บอร์นมัธ ในปี 2020 นั้นเจ้าตัวถูกมองว่า จะเป็นแค่ “อะไหล่” ให้ทีมเนื่องจากผลงานที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ได้พิสูจน์ตัวเองในระดับสูง ซึ่งฤดูกาล แรกของเขากับทีมก็ยังไม่มีความโดดเด่นใดๆ
ถึงกระนั้นในฤดูกาล 2022-23 อาเก ได้พิสูจน์แล้วว่า เขาคือผู้เล่นที่ไม่หยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง จนเป็นกองหลังตัวหลักที่ เป๊ป วางใจ เนื่องจาก อาเก เข้าใจในระบบของทีมเวลาเล่นเซ็นเตอร์แบ๊ก 3 คน หรือต้องโยก มาเล่นในแบ๊กซ้าย ซึ่งเขาก็ทำได้ดี และเล่นแบบมีระเบียบแบบแผนด้วย

แผนการเล่นของ เป๊ป
เป๊ป พัฒนาเรื่องแท็กติกให้กับทีมอยู่เสมอ เช่นเดียวกับในซีซั่นนี้ที่เจ้าตัวมีการนำระบบการเล่นแบบ “อินเวิร์ตฟูลแบ๊ก” หรือการนำผู้เล่นในตำแหน่งฟูลแบ๊กฮุบเข้ามาช่วยปั้นเกมในแดนกลางมาใช้แบบเต็มตัว
และแผนการเล่นดังกล่าวก็ได้ผลเป็น อย่างดี เนื่องจากสามารถขับเคลื่อนบอลจากแดนตัวเองไปยังแดนคู่แข่งได้อย่างรวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งผู้เล่นในตำแหน่งกองกลาง และทำให้มีนักเตะในการเล่นเกมรุกมากขึ้นด้วย
นอกจากนั้นกุนซือรายนี้ยังมีการตัดสินใจที่เด็ดขาดในเรื่องการจัดทีม โดยเขากล้า ที่จะดร็อปผู้เล่นตัวหลักหากไม่เข้ากับระบบ หรือเล่นไม่ได้ตามที่ต้องการ เช่นในกรณีของ ไคล์ วอล์กเกอร์ ซึ่งเจ้าตัวยึดตำแหน่งตัวจริงของทีมมาตลอดแต่มาถึงช่วงกลาง ซีซั่นกลับโดนให้นั่งเป็นสำรอง เนื่องจาก เจ้าตัวไม่สามารถเล่นในตำแหน่งอินเวิร์ต ฟูลแบ๊กได้
อย่างไรก็ตามสุดท้ายแล้ว จอห์น สโตนส์ ผู้เล่นเซ็นเตอร์ฮาล์ฟถูกดันมาเล่นในตำแหน่ง ดังกล่าวแทน และทำผลงานได้ดีมาก จน วอล์กเกอร์ ได้กลับมาคืนตำแหน่งตัวจริงอีกครั้ง และทำให้ “เรือใบสีฟ้า” แข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน
นอกจากนั้นแล้วในปีนี้ แมนฯ ซิตี้ ยังมีความ “สงบนิ่ง” มากขึ้นโดยเป็นทีมที่เล่นเพื่อผลการแข่งขัน มากกว่าเล่นเพื่อความสวยงามเพราะพวกเขามีจุดหมายคือการคว้าชัยชนะ