การเลือกนายกฯ เป็นประเด็นถกเถียงกันอย่างดุเดือดตั้งแต่ หลังการเลือกตั้งที่พรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลมีนโยบายเรื่องการแก้มาตรา 112 ที่ ถูกต้านอย่างหนักจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล แคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ยังถูกร้องเรียนเรื่องการถือหุ้นสื่อในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) จำนวน 4.2 หมื่นหุ้น ที่เป็นลักษณะต้องห้ามของการลงสมัครส.ส.
กระทั่งวันที่ 9 มิ.ย. คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเป็นเอกฉันท์ตั้งกรรมการไต่สวนกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ ว่านายพิธารู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง แต่ยังฝืน เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรา 42(3) และมาตรา 151 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.
นายแสวง บุญมี เลขาธิการกกต. ระบุว่า จากนี้คงต้องรับรอง นายพิธา เป็นส.ส.ไปก่อน ส่วนการให้พ้นจากส.ส.ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 คือ สมาชิกรัฐสภาหนึ่งใน 10 เข้าชื่อยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงกกต.สามารถยื่นได้ แต่ต้องมีพยานหลักฐานและข้อเท็จจริง ตอนนี้พิจารณาได้เฉพาะคดีอาญามาตรา 151
สำหรับการโหวตเลือกนายกฯ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา หรือ 376 เสียง
ตอนนี้พรรคก้าวไกลที่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลรวม 8 พรรค มีส.ส. 312 เสียง ยังขาดเสียงสนับสนุนอีก 64 เสียง จึงต้องพุ่งเป้าไปที่ 250 ส.ว.ที่จะมีบทบาทในการโหวตเลือกนายกฯ ด้วย
ก่อนหน้านี้ส.ว.แสดงจุดยืนทั้งหนุนและไม่หนุนนายพิธา จากนโยบายแก้มาตรา 112 เมื่อนายพิธามีชนักติดหลังเรื่องถือหุ้นสื่อ เพิ่มมาอีก บรรดาส.ว.มีความเห็น ดังนี้

เจตน์ ศิรธรานนท์
นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ กล่าวว่า ส่วนตัวได้ตัดสินใจไปแล้ว เพราะเขาแตะมาตรา 112 ตนไม่โหวตให้อยู่แล้ว ตนมีสองข้อที่ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก คือห้ามแตะมาตรา 112 และให้สหรัฐอเมริกาตั้งฐานทัพ กระทบกับความมั่นคง สร้างความขัดแย้งในประเทศและต่างประเทศ ถ้าเขาเปลี่ยนใจเราอาจจะโหวตให้ เรื่องอื่นมาก็เล็กกว่าสองเรื่องนี้
“ผมยืนยันเหมือนเดิมไม่โหวตให้นายพิธา แม้เขาจะบอกว่าใน เอ็มโอยูไม่มี แต่พรรคจะเสนอแก้มาตรา 112 อย่างนี้เราถือว่าแตะแล้ว”
หากนายพิธาได้เป็นนายกฯ การบริหารงานคงมีปัญหาอุปสรรคตลอด ไม่ราบรื่น เพราะเขาสร้างความขัดแย้งเยอะมากกับทุกหน่วยงาน เหมือนกับเจตนาดีแต่เร่งรีบที่จะทำตามที่หาเสียงไว้ ซึ่งจะสร้างความขัดแย้งกับบุคคล หรือองค์กรต่างๆ เยอะมาก

ออน กาจกระโทก
ด้าน นายออน กาจกระโทก กล่าวว่า ตนคงนำกรณีที่กกต.ไต่สวนนายพิธา ตามมาตรา 151 มาเป็นส่วนประกอบในการพิจารณาด้วย หากนายพิธาเป็นนายกฯ แต่ยังมีเรื่องถือหุ้นสื่อเป็นชนักติดหลัง เชื่อว่าส่งผลกระทบทางการเมืองแน่นอน เพราะเหมือนมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่ชัดเจน คนที่จะเป็นผู้นำประเทศต้องทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัด หากยังมีข้อสงสัยในการไต่สวน สืบสวน ในตัวผู้นำจะสร้างความไม่มั่นใจให้หลายฝ่ายหรือแม้แต่นักลงทุน
สิ่งที่สำคัญมากกว่าประเด็นดังกล่าว คือยังติดใจในส่วนของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ในวันที่ทำเอ็มโอยู นายพิธายังยืนยันว่าพรรคก้าวไกลจะนำเสนอประเด็น 112 เอง ทำให้ตนตัดสินใจเลยว่าถ้ายังยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ คงไม่สนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯ
“ตอนที่เขายังไม่ประกาศ ผมคิดว่านายพิธายังเป็นบุคคลที่น่าพิจารณา เพราะประชาชนเลือกมา 14 ล้านเสียง เราคิดแบบนั้นในแง่ของระบอบประชาธิปไตย แต่พอยืนยันหนักแน่นว่าพรรคของเขาจะดำเนินการเรื่องมาตรา 112 ต่อไป ผมก็ตัดสินใจเพราะรับไม่ได้”
นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ กล่าวว่า นายพิธาต้องไปพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าที่ กกต.ตั้งข้อหามานั้น เท็จจริงประการใด หาก กกต.ส่งสารว่าผิดจริงก็ต้องรับโทษไป แต่หากไม่ผิดกระบวนการก็ต้องดำเนินต่อ คือมีการเลือกประธานสภา และนายกฯ ซึ่งนายพิธามีสิทธิ์ที่จะไปถึงตรงนั้น เพราะกกต.บอกแล้วว่าคงพิจารณามาตรา 151 ไม่ทัน คงรับรองไปก่อนแล้วไปหาข้อเท็จจริงอีกครั้ง
ส.ว.จะพิจารณาตามเหตุตามผล ตามอำนาจและหน้าที่ที่จะพิจารณา ว่าจะเลือกแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคไหน แต่สำหรับตน “ประกาศไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วว่าไม่โหวตให้นายพิธาก็คือไม่โหวต ยืนยันว่าไม่ได้มีอคติ เรามีเหตุผลตามที่เคยประกาศตลอด”

มณเฑียร บุญตัน
ขณะที่ นายมณเฑียร บุญตัน กล่าวว่า ตนจะไม่นำเรื่องที่กกต. ตั้งกรรมการไต่สวนนายพิธา ตามมาตรา 151 มาประกอบการพิจารณา ตนใช้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเป็นเกณฑ์ ส่วนตัวเชื่อว่า ส.ว.ไม่ได้มีหน้าที่เลือกนายกฯ อยู่แล้ว
เมื่อไม่มีหน้าที่เลือก ส.ว.ควรเลือกตามเสียงสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่เลือกตามดุลพินิจของ ส.ว. ฉะนั้นเรื่องนายพิธาจะทำผิดกฎหมายหรือไม่ ก็ไม่ใช่หน้าที่ของส.ว. แต่เป็นหน้าที่ของ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องไต่สวนหาข้อเท็จจริงต่อไป
การเขียนให้เป็นหน้าที่ ตอนปี 2562 มีเหตุผลพอฟังขึ้น เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรัฐบาลรักษาการที่มาจากการยึดอำนาจ กับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ความกังวลในเรื่องความสงบ ความปั่นป่วนวุ่นวายต่างๆ ยังมีอยู่ แต่ตอนนี้ไม่เห็นเหตุผลอื่นใดนอกจากโหวตตามเสียงข้างมากของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ซึ่งเป็นการ ปิดสวิตช์ส.ว.ไปในตัว
คิดว่าคนที่เข้าสู่การเมืองยังไงก็หนีไม่พ้นในเรื่องการถูกทดสอบ หากนายพิธาบริสุทธิ์จริง ไม่ได้มีเจตนาตามที่ถูกกล่าวหา ก็แค่พิสูจน์เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากชนะก็ชนะ แต่หากแพ้ก็อาจจะเป็นได้หลายสาเหตุ แต่ในกระบวนการทั้งหมดเราไม่ต้องเอาไปกังวล ล่วงหน้า หากกังวลล่วงหน้า คงไม่ต้องเลือกตั้งอะไรซักอย่าง
ประชาธิปไตยของเราต้องเดินหน้า กระบวนการยุติธรรมของเราจะเป็นกระบวนการที่น่าเชื่อถือ พิสูจน์ความบริสุทธิ์อย่างตรงไป ตรงมา แค่นั้นเองไม่ต้องเป็นกังวล
พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ กล่าวว่า ตอนนี้ฝ่าย ส.ส.ยังไม่นิ่ง เพราะกกต.ยังไม่รับรองผลเลือกตั้ง จึงเร็วเกินไปที่จะตอบ การที่บอกว่าเสียงอันดับหนึ่งเป็นนายกฯ หลายท่านเข้าใจผิด เสียงส่วนใหญ่กับเสียงส่วนน้อย เป็นขั้นตอนของการเลือกตั้ง แต่ตอนนี้ไม่มีเสียงส่วนใหญ่ ยังไม่รู้ว่าใครเป็นเสียงส่วนใหญ่ เป็นแค่การวางแผนกันเท่านั้น
ตนไม่ได้ฟังเสียงคนที่ได้รับเลือกตั้งมามากเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่ แต่ตนมีหลักเกณฑ์ง่ายๆ ขอเลือกคนเก่ง คนดี และต้องคู่กัน ไม่ใช่ดีแล้วไม่เก่ง หรือเก่งแล้วไม่ดี และต้องทำงาน เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ยึดมั่นในชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ต้องกลัว ส.ว.มีวุฒิภาวะพอ
นายตวง อันทะไชย กล่าวว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องพูดเรื่องนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย มาตรา 151 ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ เป็นเหมือนกรณีของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถ้าทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกลงโทษ ถ้าถูกเขาก็มีสิทธิของเขา แต่ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไปบอกว่าโหวตเลือกหรือไม่เลือก เหมือนตำราฝรั่งบอกว่า ยังไม่ถึงเวลาก็อย่าไปคิด ให้ถึงเวลาก่อน
สังคมไทยไปคิดล่วงหน้าไว้ก่อน แล้วมาทะเลาะกัน ซึ่งตนไม่เห็นด้วย จริงๆ ไม่ต้องไปพูด ถึงเวลาก็เป็นไปโดยอัตโนมัติ เป็นไปตามธรรมชาติ เป็นไปตามเหตุและปัจจัย ตามเหตุและผล ตามภาษาธรรมะที่เรียกว่า ตถตา ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน
อย่าไปบอกว่าตนเลือกไม่เลือก เพราะมีคนเอาชื่อตนไปว่าเรื่อย ทั้งที่ไม่เกี่ยว ถึงวันจึงจะรู้ ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ
ปัญหาบ้านเมือง ล้วนเป็นปัญหาที่ยังไม่มี แต่ถูกหยิบขึ้นมา แล้วไม่รู้ว่าเป็นไปได้หรือไม่ ก็มาด่ากัน แบ่งเป็นพวก เป็นเหล่า ลงไปลุยกัน ซึ่งไม่ใช่แก่นของมันเลย สังคมต้องบริโภคข่าวสารด้วยความเข้าใจ ถ้าสังคมเข้าใจรากเหง้าของข่าว จะเรียนรู้เองว่า อันนี้เป็นอย่างนี้นั่นเอง
ฉะนั้นหากสังคมจะบริโภคข่าวสารใดก็ตาม ได้โปรดตระหนักเสมอว่า บริบทของแต่ละเรื่องมีที่มาหลากหลาย เราก็มีหน้าที่ไปดูว่าข้อเท็จจริงคืออะไร
เช่นเดียวกับ นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ มองว่า ตอนนี้ถือว่ายังเหลือเวลาอีกนาน มีอะไรที่จะให้ต้องตามอีกเยอะ ส่วนตัวจึงยังไม่ได้ ตัดสินใจ ยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจ เมื่อ 2 ปีที่แล้วเป็นกระแสเรียกร้องว่าส.ว.ควรจะปิดสวิตช์ ซึ่งตนเคยโหวตปิดสวิตช์ตัวเองไปแล้ว มาวันนี้มีผู้เรียกร้องให้เปิดสวิตช์ขึ้นมาใหม่ เราก็ต้องคิดเหมือนกันว่าการเปิด หรือการปิด อะไรคือหลักการกันแน่
นายพิธาจะได้นั่งนายกฯ คนที่ 30 หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป