เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีการดำเนินการในเรื่องหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ว่า เป็นเรื่องคุณสมบัติส่วนบุคคลที่เมื่อตั้งใจเข้ามาลงส.ส. ก็ต้องตรวจสอบสถานะของตนในทุกข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ เมื่อมีการสงสัยในเรื่องคุณสมบัติ มีการยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบ ถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกต. ที่จะต้องไต่สวนพิจารณาให้เกิดความกระจ่างชัดว่าเป็นอย่างไร และในเมื่อไม่สามารถวินิจฉัยคุณสมบัติของ ผู้สมัครส.ส. ในช่วงที่ยื่นสมัครส.ส.ได้ แต่เมื่อ กกต.ได้ทราบเรื่องแล้วก็จำเป็นต้องตรวจสอบต่อไป ตามที่กฎหมายกำหนด
เมื่อได้ประกาศรับรองให้หัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็น ส.ส.แล้ว หาก กกต. เห็นว่ามีคุณสมบัติต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ก็มีอำนาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 82 วรรคท้าย แห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งให้อำนาจในการยื่นศาลรัฐธรรมนูญ อีกช่องทางหนึ่งส.ส.อาจจะเข้าชื่อกันจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 เพื่อให้ประธาน สภาผู้แทนราษฎรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
ทั้งหมดมีกระบวนการรองรับตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด เชื่อว่าในทุกกรณีจะไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผลการวินิจฉัยออกมาเป็นเช่นไรแล้ว การดำเนินคดีอาญาก็มีกระบวนการต่อไป หากมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงทั้งหมดจะฟังได้ยุติไปในแนวทางเดียวกันสอดคล้องต้องกันได้ ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงปรากฏนอกสำนวนคดีอย่างไร อาจจะมีการนำเสนอของหลายฝ่ายผ่านสื่อ แต่ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญจะมีหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาวินิจฉัย จึงไม่อยากให้มีการชี้นำไปก่อนเพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนได้